ASP คาดดัน บจ.ใหม่เสนอขาย IPO ปีนี้ 3-4 รายในช่วง H2/62 ทั้งใน SET-mai

ข่าวหุ้น-การเงิน 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 16:27 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร และคณะกรรมการ บมจ. เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) เปิดเผยว่า บริษัทมี สำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ บริษัทยังคงเน้นให้บริการอย่างคุณภาพ และจะไม่แข่งขันค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) โดยปัจจุบันค่าคอมมิชชั่นของบริษัทเฉลี่ยอยู่ที่ 0.19 สูงกว่าตลาดที่อยู่ในระดับ 0.09% และบริษัทเชื่อว่าอุตสาหกรรมจะไม่มีการปรับลดค่าคอมมิชชั่นลงไปมากกว่านี้แล้ว ส่วนธุรกิจบริหารสินทรัพย์ให้แก่ลูกค้า บริษัทเชื่อว่าในอนาคตจะสามารถเติบโตกว่าธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้บริษัทจะได้ค่าธรรมเนียมในการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้ามากขึ้น

งานด้านวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ในมืออยู่ทั้งสิ้นจำนวน 52 ดีล แบ่งเป็นดีลเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) และงานที่ปรึกษา (Advisory assignments) โดยในปีนี้คาดว่าจะนำบริษัทจดทะเบียนใหม่ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลักทรัพย์ (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ 2-3 รายในช่วงครึ่งปีหลัง
"อาจมีบางดีลที่ต้องเลื่อนออกไป เพราะทิศทางผลประกอบการของบริษัทเหล่านั้นออกมาไม่ดี และยังไม่มีเสถียรภาพ แต่หากผลประกอบการออกมาดีและมีเสถียรภาพแล้วก็จะกลับมายื่นอีกครั้ง"นายก้องเกียรติ กล่าว

นายก้องเกียรติ กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ โดยมองว่าปริมาณการซื้อขายจะต่ำกว่ากว่าปีก่อน หลังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศไม่ว่าจะเป็นสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยังหาทางออกไม่ได้ และการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ (Brexit) ที่มีทิศทางไปในทางที่มีความกังวลมากขึ้น หลังจากนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศลาออก

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ ยังคงติดตามการเมืองที่ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลออกมา แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้อนุมัติออกมาแล้วยังช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ และเป็นผลบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง

ขณะที่การเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยของ MSCI มองว่าวส่งผลบวกไปแล้วตั้งแต่วานนี้ที่ปริมาณการซื้อขายขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่กว่า 2 แสนล้านบาท โดยหลังจากนี้ MSCI จะปรับเพิ่มน้ำหนักในตลาดหุ้นจีนมากขึ้น เพราะตลาดหุ้นจีนมีความสำคัญและเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่มาก ซึ่งจะทำให้ MSCI ไปปรับลดนำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอื่นแทนด้วยตามสัดส่วน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ