ข่าวอินโฟเควสท์
10:59 สถานทูตจีนในออตตาวาเรียกร้องสหรัฐ,แคนาดาปล่อยตัว CFO "หัวเว่ย"   สถานทูตจีนในกรุงออตตาวาได้เรียกร้องให้แคนาดาและสหรัฐปล่อยตัวนางเมิ่ง หว่านโจว …
09:35 "จอห์นสัน-ทรัมป์" ต่อสายตรงหารือการค้าโลกก่อนการประชุม G7 เดือนต.ค.   นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัปม์แห่งสหรั…
08:40 เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ 2 ลูกลงสู่ทะเลอีกครั้งเช้านี้   กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือได้ทำการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปพิสัยใกล้ 2 ลูก…
08:18 ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: ฟุตซี่ปิดลบ 33.20 จุด เหตุนักลงทุนวิตกสงครามการค้าสหรัฐ-จีน   ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงเมื่อคืนนี้ (23 ส.ค.) โดยหุ้นกลุ่มเหมือง…
08:12 ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดร่วง เหตุนลท.วิตกสงครามการค้าสหรัฐ-จีนรุนแรงขึ้น   ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (23 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุน…

Q-CON คาดรายได้ปี 62 มีโอกาสโตทะลุเป้า 10% กำไรโตพุ่งหลัง 6 เดือนสูงกว่าทั้งปีก่อนจากผลิตภัณฑ์ใหม่มาร์จิ้นงาม

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 13 สิงหาคม 2562 17:49:01 น.

นายกิตติ สุนทรมโนกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ควอลิตี้คอนสตรัคชั่น โปรดัคส์ (Q-CON) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ารายได้ในปี 62 มีโอกาสเติบโตสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10% เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกรายได้เติบโตแล้ว 12% และแนวโน้มครึ่งปีหลังรายได้น่าจะทำได้สูงกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นไปตามปกติที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาจะสูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดในประเทศที่โครงการก่อสร้างต่าง ๆ จะเริ่มเดินหน้ามากขึ้น

นอกจากนั้น ในส่วนของตลาดต่างประเทศเริ่มมีลูกค้าสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพิ่มขึ้น หลังจากเข้าไปทำตลาดมากขึ้น ทำให้ลูกค้ารู้จักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งบริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์ Q Panel ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Solution เข้าไปจำหน่าย ช่วยเข้ามาทดแทนตลาดออสเตรเลีย หลังจากปีนี้โรงงานผลิตอิฐมวลเบาของออสเตรเลียสามารถเดินเครื่องผลิตได้ ทำให้ลดการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทลง ทำให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกของบริษัทในปีนี้ลดลงมาเป็น 14-15% จากปีก่อนอยู่ที่ 17%

ปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ระดับ 80 ล้านบาท/เดือน โดยกลุ่มลูกค้าในประเทศยังคงสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเอกชนที่เป็นสัดส่วนหลักราว 75% ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เช่น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) และ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC)

แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันอาจจะมีการชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม แต่ลูกค้ารายใหญ่ยังคงมีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง เพราะมีการก่อสร้างโครงการอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับมีการเติบโตของการก่อสร้างโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆ มากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้อิฐมวลเบาเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทได้มีการนำ Solution ต่าง ๆ ไปเสนอให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นด้วย และทำให้บริษัทสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายขึ้น

ด้านกำไรของบริษัทในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากครึ่งปีแรกกำไรเติบโตสูงเกือบ 400% มาอยู่ที่ 86.93 ล้านบาท มากกว่ากำไรของทั้งปีก่อนที่ 57.25 ล้านบาท เป็นผลมาจากการควบคุมต้นทุนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และราคาอิฐมวลเบาแบบก้อนปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น 17-18 บาท สูงกว่าช่วงครึ่งปีหลังของปีก่อน

และเป็นผลจากการนำผลิตภัณฑ์ Q Panel ที่ลูกค้าให้การตอบรับที่ดีออกมาจำหน่าย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้มาร์จิ้นสูงกว่าอิฐมวลเบาแบบก้อน 2 เท่า และมีราคาขายที่สูงกว่า 3 เท่า โดยที่ราคาขาย Q Panel อยู่ที่ 400 บาท/ตารางเมตร และราคาขายอิฐมวลเบาแบบก้อนอยู่ที่ 135 บาท/ตารางเมตร ทำให้เป็นปัจจัยที่หนุนกำไรให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบริษัทวางแผนใน 4-5 ปีนี้จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ Q Panel เป็น 30-40% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 14-15%

นายกิตติ กล่าวอีกว่า ภาพรวมของตลาดอิฐมวลเบาในประเทศปีนี้มองว่าจะทรงตัวอยู่ที่ 50 ล้านตารางเมตร/ปี และมีอัตราการใช้ 14-15% ซึ่งอิฐมวลเบาเข้ามาทดแทนอิฐมอญที่มีแนวโน้มลดลง หลังจากต้นทุนของการใช้อิฐมอญเพิ่มสูงขึ้น และในแง่ของการใช้กำลังการผลิตของตลาดในปัจจุบันยังทรงตัวอยู่ที่ 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งในตลาดอิฐมวลเบามีผู้ประกอบการทั้งหมด 6-7 ราย การแข่งขันถือว่าไม่รุนแรงมากนัก และผู้ประกอบการต่างๆ ยังไม่มีแผนการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เพราะการใช้กำลังการผลิตยังคงทรงตัว ซึ่งมองว่าหากมีการใช้กำลังการผลิตของตลาดเพิ่มขึ้นไปที่ 80% จะมีโอกาสเห็นการที่ผู้ประกอบการในประเทศแต่ละรายเริ่มมองหาการลงทุนขยายกำลังการผลิต

สำหรับกำลังการผลิตของบริษัทในปัจจุบัน 20.8 ล้านตารางเมตร/ปี จากโรงงานทั้ง 5 แห่ง บริษัทมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 80-85% ทำให้บริษัทมองโอกาสในการขยายกำลังการผลิต โดยอาจเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ของแต่ละภูมิภาค เพื่อทำให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และลดต้นทุนการขนส่งลง ซึ่งจะทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนและลูกค้าได้สินค้าในราคาที่ถูกลง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากค่าเฉลี่ยของการใช้กำลังการผลิตของตลาดยังทรงตัว และยังไม่เห็นถึงโอกาสในการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้กำลังการผลิตของบริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบันยังคงเพียงพอรองรับความต้องการใช้ของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง