ข่าวอินโฟเควสท์
18:39 (เพิ่มเติม2) "อนุทิน" ขีดเส้นกลุ่มซีพีลงนามสัญญาไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินภายใน 15 ต.ค.นี้   นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุ…
18:37 KTB เชื่อศก.ไทยโค้งสุดท้ายจะได้แรงหนุนจากการบริโภคในปท.ผ่านมาตรการภาครัฐ คาดทั้งปี GDP โต 3%   นางรุ่ง มัลลิกะมาส รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บร…
18:30 ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex พุ่งกว่า 1,000 จุด หลังบวกเกือบ 2,000 จุดวันศุกร์ ขานรับรบ.ลดภาษี   ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียพุ่งขึ้นกว่า …
18:24 "มอร์แกน สแตนลีย์"ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้น,กำไรภาคเอกชนอินเดีย หลังรัฐบาลหั่นภาษี   มอร์แกน สแตนลีย์ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี BSE Sensex ข…
18:22 รมว.พาณิชย์ เผย 1 ต.ค.นี้ ชาวสวนปาล์มเตรียมรับเงินส่วนต่างงวดแรกในโครงการประกันรายได้   นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย…

BGC คาดสรุปดีล M&A ธุรกิจเกี่ยวเนื่องใน H2/62 ขนาด 50 ถึง 1,000 ลบ./ดีล,มั่นใจยอดขายปีนี้โตเข้าเป้า

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562 12:07:17 น.

นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส (BGC) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเป็นการผลิตบรรจุภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ (Due Diligence) อยู่ทั้งหมด 5 ดีล มูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทไปจนถึง 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3/62 หรือไตรมาส 4/62 โดยเงินทุนที่ใช้รองรับการเข้าซื้อกิจการส่วนหนึ่งจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน และหลังจากที่บริษัทเข้าซื้อกิจการแล้วคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) จะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.7 เท่า

"การเข้าซื้อกิจการก็จะช่วยเข้ามาเสริมศักยภาพของบริษัท แม้ว่าหลังจากการเข้าซื้อจะทำให้ D/E สูงขึ้นก็ตาม แต่เราก็ต้องพยายามผลักดันการเพิ่มรายได้ และการใช้กำลังการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น แนวโน้ม D/E  ในระยะต่อไปก็จะมีการลดลงตาม และบริษัทก็ทยอยชำระคืนหนี้ ทำให้มีหนี้สินน้อยลง ซึ่งตอนนี้เรามีหนี้สินรวมทั้งหมด 7 พันล้านบาท"นายศิลปรัตน์ กล่าว

ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังมั่นใจว่าจะสูงกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ และในปีนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา คาดว่าจะช่วยหนุนการบริโภคเครื่องดื่มต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการออเดอร์การผลิตขวดเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และราคาแก๊ส ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตก็ลดลงตาม ส่งผลบวกต่อต้นทุนการผลิตของบริษัทให้ปรับตัวลดลงด้วย

ประกอบกับ ปัจจุบันบริษัทมีการใช้กำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีอัตราการใช้กำลังผลิตสูงกว่า 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมดที่มีอยู่ 90,000 ตัน/ปี จากโรงงานผลิตขวดแก้ว 5 โรง อย่างไรก็ตาม โรงงานผลิตขวดแก้วที่ราชบุรี กำลังการผลิต 400 ตัน/วัน ในช่วงครึ่งปีแรกยังไม่สามารถผลักดันการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 90% โดยทำได้ 75% และคาดว่าจะผลักดันขึ้นมาที่ 86% ในไตรมาส 3/62

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าการใช้กำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนการผลิตที่ดีจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/62 กลับเพิ่มขึ้นมาที่ 16% หลังจากที่ลดลงไปในไตรมาส 2/62 อยู่ที่ 15.1% และยังมั่นใจว่าจะทำให้ยอดขายในปีนี้เติบโต 8-10% ตามเป้าหมาย

สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศของบริษัทยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในครึ่งปีแรกบริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นยมาเป็น 9% และจะเพิ่มเป็น 10% ในสิ้นปีนี้ พร้อมวางเป้าหมายขยายสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศเพิ่มเป็น 20% ภายในปี 66  โดยฐานลูกค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มประเทศ CLMV และอินเดีย ที่มีความต้องการใช้ขวดแก้วสูง และเป็นกลุ่มลูกค้าที่สั่งผลิตขวดแก้วของบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอินเดียทที่หากบริษัทมีกำลังการผลิตรองรับมากขึ้น ก็มีกลุ่มลูกค้าอินเดียที่ต่อคิวรอให้บริษัทผลิตขวดให้

ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมีสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศน้อยมาก ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้าในประเทศเป็นหลักกว่า 90% ขณะที่ปัจจัยของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน มองว่าเป็นบวกต่อบริษัท เนื่องจากลูกค้าในสหรัฐฯที่เคยให้ผู้ผลิตขวดแก้วในจีนผลิตให้หันมาเจรจากับผู้ผลิตในประเทศอื่นแทน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผู้ผลิตขวดแก้วรายใหม่หากสงครามการค้ามีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งบริษัทได้รับการติดต่อกับผู้ประกอบการสหรัฐฯเข้ามาด้วยเช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง