TKN เผยขายหุ้น 3.5% ให้ Pan Orion Corp หวังช่วยต่อยอดช่องทางการจำหน่ายในตปท. ,ยอดขาย H2/62 สูงกว่า H1/62

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday August 26, 2019 17:01 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) เปิดเผยว่า การขายหุ้นของกลุ่มครอบครัวพีระเดชาพันธ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้ขายหุ้นบนกระดานการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) จำนวน 48.3 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 3.5% ให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) คือ Pan Orion Corp Ltd ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมขบเคี้ยวระดับโลก จากประเทศเกาหลีใต้ จะช่วยต่อยอดช่องทางการจำหน่ายในต่างประเทศ โดยเตรียมที่จะแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับ Pan Orion Corp Ltd มียอดขายราว 6 หมื่นล้านบาท/ปี และมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายในประเทศเกาหลีใต้ จีน เวียดนาม และรัสเซีย ซึ่งจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาและขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในต่างประเทศให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทในระยะยาว โดยที่ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศของบริษัทอยู่ที่ 60% และสัดส่วนยอดขายในประเทศอยู่ที่ 40%

ด้านแนวโน้มยอดขายในปีนี้ยังมั่นใจทำได้ตามเป้าหมายเติบโต 5-7% จากปีก่อน โดยในช่วงครึ่งปีหลังยอดขายจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งจะเห็นการเติบโตขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/62 จากการที่บริษัทออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การออกผลิตภัณฑ์สาหร่ายทอดร่วมกับ pringles และการออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายต่อยอดจาก My WHEY คือ Power Bar และ Pre Work Out ประกอบกับการนำคาแรคเตอร์การ์ตูน One Piece มาทำแพ็กเกจในเถ้าแก่น้อยบิ๊กแพ๊ก พร้อมกับการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ คือ เซฮุน สมาชิกบอยแบนด์เกาหลีใต้จากวง EXO ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นการซื้อ

นอกจากนี้ยังมองว่ายังมีแรงหนุนจากแนวโน้มของนักท่องเที่ยวจีนที่จะกลับเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจีนนับเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่ซื้อสินค้าของบริษัท ซึ่งคาดว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายในร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ ที่มีอยู่ 23 สาขา ทำให้ยอดขายในร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ในช่วงครึ่งปีหลังกลับมาเติบโตขึ้น และสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าปีนี้บริษัทจะเผชิญความท้ามายในแง่ของการทำให้ยอดขายสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่สิ่งที่บริษัทหันกลับมาเน้นมากในปีนี้ คือ การทำให้กำไรเติบโตต่อเนื่อง จากการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับการที่บริษัทได้ประโยชน์จากต้นทุนสาหร่ายที่ลดลงราว 10% หลังราคาสาหร่ายปรับตัวลดลง และการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้สามารถนำเข้าสาหร่ายได้ถูกลงด้วย โดยในปีนี้และปีหน้าบริษัทจะพยายามผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับตัวเลข 2 หลัก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ