MGT ตั้งเป้ารายได้ปี 63 โต 20-30% เพิ่มสินค้าใหม่-ขยายตลาดเมียนมา, รับปีนี้พลาดเป้าที่ 850 ลบ. เหตุเศรษฐกิจชะลอ

ข่าวหุ้น-การเงิน 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 12:35 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมกาเคม (ประเทศไทย) หรือ MGT เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ในปี 63 จะเติบโต 20-30% โดยบริษัทจะเน้นการเพิ่มยอดขายในกลุ่ม Lifestyle Biotech ที่มีทิศทางการเติบโตที่ดีด้วยเทรนด์อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางที่มาแรง ซึ่งคาดว่าสัดส่วนรายได้จาก Lifestyle Biotech จะเพิ่มขึ้นเป็น 15% จากปัจจุบันที่ 7% ในขณะเดียวกันได้เพิ่มสินค้าใหม่คือ Heat transfer ที่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น และประเทศสหรัฐ ที่บริษัทสามารถให้บริการหลังการขายได้ดีกว่าคู่แข่ง ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ติดต่อเข้ามาขอซื้อสินค้าแล้วราว 2-3 ราย โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนรายได้ราย 5% จากปัจจุบันยังไม่มีเลย

นอกจากนี้ บริษัทยังจะเน้นการขยายตลาดในประเทศเมียนมาเพิ่มเติม โดยเฉพาะในเรื่องของเคมีเกษตร ที่ปัจจุบันรัฐบาลประเทศเมียนมาได้สนับสนุนให้ประชากรในประเทศประกอบอาชีพทางการเกษตรมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีในส่วนของเคมีก่อสร้างที่ได้เจรจากับพันธมิตรอยู่ 2-3 ราย จะได้รับความชัดเจนเร็วๆนี้ โดยบริษัทคาดว่ารายได้จากประเทศเมียนมาจะเข้ามาเป็นสัดส่วน 5% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1%

ในส่วนของโครงการผลิตกราไฟต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นให้มากกว่าเดิม จากเดิมที่คาดว่าจะถือหุ้นในสัดส่วน 30-50% โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ เบื้องต้นยังคงจะใช้งบลงทุนไม่เกิน 150 ล้านบาท โดยมีกำลังการผลิตเบื้องต้นที่ 200 ตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ภายในครึ่งหลังปี 63 ก่อนที่จะขยายกำลังการผลิตให้เป็น 5,000-10,000 ตันต่อปี ภายใน 3-5 ปี รวมถึงยังศึกษาการเข้าซื้อกิจการ และร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะมีการเติบโตในทุก ๆ ปี โดยบริษัทจะเน้นในธุรกิจเกี่ยวเนื่องเป็นหลัก

ขณะที่รายได้ปีนี้ยอมรับว่าพลาดเป้าเหลือใกล้เคียง 750 ล้านบาท จากเดิมที่คาดจะมีรายได้ 850 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้รับผลกระทบหลักจากเศรษฐกิจในประเทศที่มีการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทได้เพิ่มยอดขายในส่วนของ Lifestyle Biotech ที่มีการเติบโตค่อนข้างมาก เข้ามาหนุนให้รายได้ยังคงเติบโต

"ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้เรายอมรับเลยว่าแย่มากๆ และเรามองว่าแย่กว่าปี 40 ที่ผ่านมาอีก เพราะเมื่อปี 40 บริษัทเล็กๆโดนกระทบ แต่บริษัทใหญ่ไม่กระทบ แต่ครั้งนี้บริษัทใหญ่ๆก็โดนผลกระทบไปด้วย และบริษัทเล็กๆก็จะอยู่ไม่ได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามเราได้มีการปรับตัวเข้าไปในสินค้าที่มีความต้องการสูง และเป็นสินค้าที่ต้องขอใบอนุญาต ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆเข้ามาได้ยากขึ้น จึงทำให้เรามีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง"นายวิทยา กล่าว

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ