(เพิ่มเติม) PTT คาดราคาน้ำมันดิบดูไบ ปี 63 เฉลี่ยที่ 55-65 เหรียญสรอ./บาร์เรล

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday November 27, 2019 14:57 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของ กลุ่ม บมจ.ปตท. (PTT) หรือ PRISM Expert ได้ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2563 อยู่ที่ 55 – 65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตามอง คือ สงครามการค้า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก การเพิ่มกำลังการผลิตของประเทศนอกกลุ่มโอเปก และนโยบายของกลุ่มโอเปกในการควบคุมการผลิตเพื่อรักษาสมดุลของตลาด

ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเติบโตอยู่ที่ 3.4% ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 1.0 - 1.3 ล้านบาร์เรล/วันในปี 63 ขณะที่ปริมาณการผลิตของโลกน่าจะเพิ่มขึ้นราว 1.7 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นจากสหรัฐ ทำให้ยังเห็นภาพของการปริมาณการผลิตที่ล้นตลาดอยู่ จึงต้องจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และพันธมิตร ที่จะมีการประชุมในวันที่ 5-6 ธ.ค.นี้ เกี่ยวกับการตัดสินใจขยายเวลาการปรับลดกำลังผลิตน้ำมันออกไปอีกหรือไม่จากการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันที่ระดับ 1.2 ล้านบาร์เรล/วันที่จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค.63 รวมถึงจับตาการเลือกตั้งของสหรัฐ และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนด้วย

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. (PTT) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา 2019 The Annual Petroleum Outlook Forum ภายใต้หัวข้อ "Sustainable Energy…Shaping A Better Future – อนาคตพลังงาน สานพลังเพื่อความยั่งยืน" ซึ่ง ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของ กลุ่ม ปตท. หรือ PRISM Expert ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท.จัดขึ้น เพื่อนำเสนอทิศทางและแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงความท้าทายของพลังงานในอนาคตที่ต้องเผชิญ และแนวทางการรองรับเพื่อมุ่งสู่พลังงานที่ยั่งยืน

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปี 63 จากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่น่าจะเริ่มคลี่คลายจากความคืบหน้าการเจรจาของทั้งสองฝ่ายที่มีทิศทางดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการใช้น้ำมันและปิโตรเคมี แม้ว่าปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะยังมีอยู่ในปริมาณที่มากจากการผลิต shale oil และ shale gas ที่ยังมีออกมาต่อเนื่องก็ตาม แต่ด้วยความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นก็จะส่งผลให้ส่วนต่าง (สเปรด) ผลิตภัณฑ์ในปี 63 น่าจะฟื้นตัวขึ้นจากปีนี้

ขณะที่ในส่วนของไทยก็ได้รับประโยชน์จากการที่มีหลายประเทศที่ได้รับกระทบจากสงครามการค้าย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย ทำให้มองว่าการใช้พลังงานและพลาสติกจะไม่ถูกกระทบมากนัก

ส่วนทิศทางการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคตนั้น ปตท.มองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ เพราะผู้ใช้น่าจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการใช้รถยนต์มากนัก ทำให้เชื่อว่าการใช้น้ำมันจะยังมีอยู่ต่อเนื่อง และขณะนี้ก็ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของการใช้น้ำมันโลก

อย่างไรก็ตาม ปตท.ได้เตรียมตัวรับสถานการณ์ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีของกลุ่มปตท.เป็นลักษณะของ complex ที่มีการกลั่นน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินเป็นจำนวนมาก ขณะที่มีการกลั่นน้ำมันเตาที่มีมาร์จิ้นต่ำน้อยลง นอกจากนี้ยังมีแผนลดการผลิตน้ำมันเบนซิน และหันมาใช้แนฟทาเพื่อรองรับการผลิตปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มปตท.ก็ได้เตรียมตัวที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่เพื่อรองรับการใช้ในอนาคต ส่วนธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก ก็จะมีรายได้จากธุรกิจนอนออยล์เข้ามาเสริม ทดแทนรายได้จากน้ำมันที่อาจจะได้รับผลกระทบจากยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

นายชาญศิลป์ กล่าวอีกว่า ปตท.อยู่ระหว่างจัดทำงบลงทุน 5 ปี (ปี 63-67) คาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือนธ.ค.62 ซึ่งเบื้องต้น ปตท.ยืนยันจะยังมีการลงทุนต่อเนื่อง โดยจะยังเน้นการลงทุนในประเทศเป็นหลัก

ส่วนการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ปตท.แทนตน ที่จะครบวาระในเดือนพ.ค.63 นั้น คาดว่าจะรู้ผลในช่วงไตรมาส 1/63 ซึ่งยังมีเวลาอีก 2-3 เดือนที่จะส่งมอบงาน ทำให้มั่นใจว่าการทำงานจะมีความต่อเนื่องไร้รอยต่อแน่นอน ซึ่งคนที่จะเข้ามารับตำแหน่งใหม่ คงจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับปัญหาสงครามการค้าโลก แต่เชื่อว่าไม่น่าเกิน 1-2 ปีทีมงานของกลุ่มปตท.น่าจะปรับตัวเพื่อรับสถานการณ์ได้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ