JWD เกาะติดไวรัสโควิด-19 แม้ระยะสั้นยังไม่กระทบธุรกิจโลจิสติกส์เหตุลูกค้าเช่าพื้นที่เก็บสินค้านานขึ้น

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday March 2, 2020 15:18 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในปี มีปัจจัยที่ต้องติดตามคือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่เริ่มส่งผลต่อการค้าและธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นการดำเนินธุรกิจของบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว โดยพบว่ามีลูกค้าบางส่วนที่เข้ามาใช้บริการเช่าพื้นที่เก็บสินค้าเป็นระยะเวลานานขึ้น

ส่วนรอบปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่เผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยสงครามการค้าและการแข็งค่าเงินบาท แต่บริษัทสามารถสร้างการเติบโตที่ดีเมื่อเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรม สะท้อนถึงการวาง Strategic Move หรือการปรับกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ จากเดิมที่เน้นการลงทุนขยายธุรกิจเองในต่างประเทศ สู่การขยายธุรกิจโดยการเข้าถือหุ้นและเข้าควบรวมกิจการกับบริษัทที่มีศักยภาพ รวมถึงการเข้าลงทุนในธุรกิจด้านซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่องกับโลจิสติกส์เพื่อต่อยอดธุรกิจครอบคลุมการให้บริการในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และไต้หวัน จึงทำให้การดำเนินธุรกิจในบางประเทศได้รับประโยชน์จากภาวะสงครามการค้า เช่น ธุรกิจที่เข้าลงทุนในกัมพูชาและเวียดนามที่ได้รับผลบวกจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

ด้านนายเอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน JWD กล่าวว่า ในปี 62 เป็นปีที่บริษํททำผลการดำเนินงานได้ดีท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยสงครามการค้าและผลกระทบภาวะเงินบาทแข็งค่า โดยมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 362.8 ล้านบาท เติบโต 62% จากปี 61 ที่มีกำไรสุทธิ 224.5 ล้านบาท และหากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานย้อนหลัง (ไม่นับรวมกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ในปี 60) จะถือว่าผลการดำเนินงานปี 62 มีกำไรสุทธิโดดเด่นที่สุดในรอบ 5 ปี ส่วนรายได้รวมในปี 62 อยู่ที่ 3,660.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เทียบกับปี 61 ที่มีรายได้รวม 3,297.6 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/62 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยมีกำไรสุทธิ 118.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และนับเป็นเป็นไตรมาสแรกที่บริษัทที่มีกำไรสุทธิเกินกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมในไตรมาสสุดท้ายอยู่ที่ 988.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยการเติบโตในปี 62 มาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมกว่า 114.7 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลงทุนใน TRANSIMEX CORPORATION ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่ของเวียดนาม และ Phnom Penh SEZ. Plc. (PPSEZ) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ในกัมพูชา สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทที่เข้าลงทุนเพื่อต่อยอดการให้บริการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในระดับภูมิภาคอาเซียน

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นในปี 62 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 28% เทียบกับปี 61 อยู่ที่ 26.4% เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่มีรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น เช่น ธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าทั่วไป มีรายได้รวม 343.4 ล้านบาท เติบโต 7.7% และอัตรากำไรขึ้นเพิ่มขึ้นจาก 10.2% เป็น 20.6%, ธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าอันตราย มีรายได้รวม 556.8 ล้านบาท เติบโต 12%

อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 41.7% เป็น 45.1%, ธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ มีรายได้รวม 464.9 ล้านบาท เติบโต 6.2% และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 32.8% เป็น 34.9% ฯลฯ ส่วนธุรกิจบริการอาหารมีการเติบโตที่น่าพอใจ นอกจากนี้ธุรกิจ Self-Storage (ห้องเก็บสินค้าส่วนตัวให้เช่า) ที่เริ่มรับรู้รายได้เต็มปีจากการเปิดบริการสาขาสามย่านก็มีรายได้เติบโตโดดเด่น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ