FPT ตั้งรายได้กลุ่มบ้าน 2-3 หมื่นลบ.ภายในปี 66 ขึ้นเป็น Top 3 ของตลาด

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday November 16, 2020 18:17 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายแสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือ บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) กล่าวว่า จากการที่ FPT เข้าซื้อกิจการของบมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย โกลเด้นแลนด์ จึงได้เปลี่ยนมาเป็น "เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม" และยังคงเป็นผู้นำอันดับ Top 5 ของประเทศสำหรับกลุ่มธุรกิจเพื่อที่อยู่อาศัย มีโครงการที่พักอาศัยคุณภาพสูงรวม 60 โครงการ

ผลการดำเนินงานเฉพาะกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย ม.ค.-ก.ย. 63 มียอดรับรู้รายได้ 1.08 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ายังเป็นที่น่าพอใจ สำหรับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในสถานการณ์ โควิด-19 เช่นนี้ โดยคาดว่าจะมียอดรับรู้รายได้ถึงสิ้นปี 63 เกือบ 1.5 หมื่นล้านบาท ลดลง 5% จากปีก่อนอยู่ที่ 1.52 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 4/63 (ต.ค.-ธ.ค.63) บริษัทได้เปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 3 โครงการ เป็น นีโอ โฮม บ้านแฝด 2 โครงการ และทาวน์โฮม 1 โครงการ มูลค่ารวม 3.50 พันล้านบาท ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า

สำหรับพันธกิจหลักของบริษัทในช่วง 3 ปี (ปี 64-66) ได้วางไว้ 4 พันธกิจ ได้แก่ พันธกิจแรก คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 3 ด้านรายได้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีรายได้กว่า 2 หมื่นล้านบาทหรือแตะ 3 หมื่นล้านบาทในปี 66 พันธกิจที่ 2 การเป็นทางเลือกอันดับ 1 ในใจลูกค้า ที่มองหาทาวน์โฮม ทำเลในเมือง พันธกิจที่ 3 ยกระดับอันดับ 1 ในการทำบ้านแฝด (นีโอ โฮม) และพันธกิจที่ 4 ขยายตลาดต่างจังหวัด เพื่อเป็นผู้นำด้านยอดขายสูงสุดในต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และพัทยา สามารถทำยอดขายในวันเปิดจองได้สูงกว่า 500 ล้านบาท

ส่วนในปี 64 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1.6 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 10% จากปี 63 พร้อมวางแผนเปิดโครงการใหม่ 24 โครงการ มูลค่ารวม 2.98 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ทาวน์โฮม 9 โครงการ มูลค่า 9.7 พันล้านบาท นีโอ โฮม บ้านแฝด 5 โครงการ มูลค่า 7 พันล้านบาท บ้านเดี่ยว 7 โครงการ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท และโครงการต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท บริษัทจะมีการพัฒนาสินค้าใหม่รูปแบ CITY HOME ซึ่งเป็นทาวน์โฮม 3 ชั้น ระดับราคา 15-40 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมอยู่ใน 24 โครงการใหม่ที่จะเปิดในปี 64 โดยอยู่ระหว่างการมองหาซื้อที่ดินในเมืองย่านวิภาวดี พระราม 9 และสาธุประดิษฐ์ ที่เหมาะกับการพัฒนาคอนโดมิเนียมระดับ 2 ล้านบาทขึ้นไป มาพัฒนาเป็น CITY HOME ระดับที่ดินที่จะซื้อมาพัฒนาไม่เกิน 100,000 บาท/ตารางวา และจะนำมาพัฒนาในปีจำนวน 3 โครงการ ด้านงบซื้อที่ดินในปี 64 บริษัทตั้งงบซื้อที่ดินไว้ที่ 1.07 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินใหม่นำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งหมด 20 แปลง ซึ่งบริษัทจะแบ่งงบซื้อที่ดินส่วนหนึ่งมาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมเองวงเงิน 2 พันล้านบาท จากเดิมที่บริษัทจะซื้อโครงการคอนโดมิเนียมของผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามา แต่ด้วยราคาเสนอขายที่บริษัทมองว่ายังอยู่ในระดับสูง และอาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ทำให้บริษัทบริษัทปรับแผนมาพัฒนาเอง คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 64 อย่างน้อย 1 โครงการ เป็นคอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 100,000 บาท/ตารางเมตร เจาะกลุ่มลูกค้าที่ทำงานในเมือง รายได้ตั้งแต่ 30,000 บาท/เดือนขึ้นไป มูลค่าโครงการประมาณ 4-5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ในปี 64 บริษัทได้ปรับลดสัดส่วนของกลุ่มสินค้าทาวน์โฮมลงมาค่อนข้างมากจากปีนี้ที่ 50% มาเป็น 42% ในปี 64 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้ากลุ่มระดับกลางที่เป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นหลัก ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ถดถอยหลังจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งกระทบต่อรายได้ของกลุ่มลูกค้าดังกล่าว และเมื่อลูกค้ายื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ถูกปฏิเสธสินเชื่อเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของบริษัทเพิ่มขึ้นมาเป็น 32% จากเดิมที่ 30% ส่วนภาพรวมในปีหน้ามองว่าเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นจากปีนี้ที่หดตัวลงมาก แต่ตลาดแนวราบยังมีการแข่งขันสูง โปรโมชั่นยังคงดุเดือด เพราะทุกบริษัทต้องการเติบโต ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำก็เป็นตัวส่งเสริมความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่หนี้สินครัวเรือนยังคงสูง และสถานการณ์โควิด-19 ยังทำให้เกิดความไม่แน่นอน ทำให้เกิดการชะลอซื้อ สภาวะแบบนี้ ผู้ประกอบการจึงต้องมีความรอบคอบและแม่นยำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องปรับตัวและตอบรับให้ทันกับทุกสถานการณ์ เป็นยุคของมืออาชีพอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันบริษัทวางแผนพัฒนาโปรแกรมและแอปพลิเคชันต่างๆ สำหรับพนักงานให้ครอบคลุมในทุกเรื่องทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดิน การบริหารงานก่อสร้าง การขายและการตลาด สินเชื่อ และการดูแลลูกค้าหลังโอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งความรวดเร็ว แม่นยำและทันสมัย นอกจากนี้ ยังได้เริ่มจัทำโปรแกรม Home+ (โฮมพลัส) เพื่อลูกค้า เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม และบุคคลทั่วไป เป็นแอปพลิเคชันสำหรับดูแลลูกค้าตั้งแต่ ก่อนซื้อ ส่งมอบ หลังเข้าอยู่ พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์สุดพิเศษต่างๆอีกด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ