
บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งตัวลงตามทิศทางตลาดโลก รับแรงกดดันหลักจากเหตุโจมตีเรือน้ำมันในทะเลแดงที่ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง ปลุกความกังวลวิกฤตเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นซ้ำรอย ให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,600-1,650 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุน 5 หุ้นพื้นฐานแกร่ง ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ว่า ตลาดมีโอกาสปรับตัวลงตามทิศทางตลาดโลก โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านอุปทานพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแรง และทำให้ตลาดกลับมาวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์นี้ไว้ที่ระดับ 1,600-1,650 จุด
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังมีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยพยุงโดยเฉพาะความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ หลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ขยายตัวต่อเนื่องโดยมีมูลค่าสูงกว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงานใหม่กว่า 82,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าส่งออกได้กว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้รับข่าวดีจากตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 187,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก รวมถึงการที่สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังปัจจัยลบที่อาจสร้างความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ นโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยรัฐบาลทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจาก 60 ประเทศ โดยประเทศไทยถูกเรียกเก็บในอัตราสูงสุดที่ 12.5% จากข้ออ้างเรื่องการใช้แรงงานบังคับ นอกจากนี้สหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอการต่ออายุข้อตกลงการค้า USMCA ออกไป รวมทั้งทิศทางดอกเบี้ยโลก ซึ่งเครื่องมือ FedWatch ของ CME ชี้ว่าแม้นักลงทุนจะให้น้ำหนัก 64% ว่า FED จะคงดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. แต่ให้น้ำหนักสูงถึง 83% ว่า FED จะ "ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย" ในเดือน ก.ย. ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้จะคงดอกเบี้ยในรอบล่าสุด แต่ก็มีแนวโน้มปรับขึ้นอีกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจากวิกฤตราคาพลังงาน และดัชนี VIX Index ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลในตลาดหุ้นนิวยอร์กพุ่งขึ้นกว่า 12.38% ปิดที่ 18.70 สะท้อนภาวะตลาดที่เปราะบาง
ส่วนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนที่ต้องจับตาในประเทศ ควรติดตามการแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศโดยกระทรวงพาณิชย์ และยอดผลิต/ส่งออกยานยนต์โดย ส.อ.ท. (สัปดาห์ที่ 4), การแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และรายงานเศรษฐกิจการคลังภูมิภาค (สัปดาห์ที่ 5), รายงานภาวะเศรษฐกิจจาก ธปท. (31 ก.ค.) และการประชุม กนง. (26 ส.ค.) ส่วนต่างประเทศ จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 28-29 ก.ค. (ทราบผลเช้า 30 ก.ค.) รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ตลอดสัปดาห์ (ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน, ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค) และรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน (27 ก.ค.)
ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก ให้มุมมองด้านกลยุทธ์การลงทุนว่าในภาวะที่ตลาดถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก แนะนำให้นักลงทุนเน้นตั้งรับและเลือกลงทุน ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยแนะนำ 5 หุ้นเด่น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจและคำแนะนำของสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ว่าเป็นหุ้นดีที่น่าสะสมในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK