WHA เผย Q1/64 กำไรยังโตกว่า 35% แม้เผชิญวิกฤติโควิดรอบใหม่กระทบโอนที่ดินชะงัก

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday May 12, 2021 18:11 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/64 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,405.7 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 134.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.7% โดยเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ และกำไรสุทธิปกติทั้งสิ้น 1,454.3 บาท และ 183.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% และลดลง 12.8% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 63 สะท้อนผลการดำเนินงานที่ยังคงเติบโตของบริษัทฯ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่

ทั้งนี้ ธุรกิจโลจิสติกส์ มีการเติบโตที่โดดเด่น เนื่องจากได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากสถานการณ์การแพร่ระบาดต่อเนื่อง ปัจจุบันมีลูกค้าสนใจเช่าพื้นที่คลังสินค้า Built-to-Suit และ Warehouse Farm รวมกว่า 200,000 ตารางเมตร สำหรับในไตรมาส 1/64 บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 277.1 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยความต้องการมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัท สามารถเซ็นสัญญาให้เช่าระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงจำนวน 25,949 ตารางเมตร จากเป้าหมายรวมทั้งปี 50,000 ตารางเมตร รวมถึงทำให้อัตราการเช่าพื้นที่ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นไปแตะที่ราว 90%

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายเพิ่มจำนวนพื้นที่โครงการใหม่สำหรับปี 64 ไว้เท่ากับ 175,000 ตารางเมตร ตลอดจนตั้งเป้าหมายการขายทรัพย์สิน และ/หรือ สิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ ในปี 64 เพิ่มเติมอีกประมาณ 180,000 ตารางเมตร โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ภายในไตรมาส 4/64

ปัจจุบันบริษัทฯ มีแผนพัฒนาโครงการศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 5 โครงการบนพื้นที่รวมกว่า 400,000 ตารางเมตร โดยบริษัทมีความพร้อมในการพัฒนา "คลังสินค้าอัจฉริยะ" ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ตลอดจนการนำเสนอ Value-added Services ต่างๆ ที่จะช่วยให้ผู้เช่าสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การบริหารสินค้าคงเหลือ การจัดการเส้นทาง ฯลฯ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และลดต้นทุนของผู้เช่าในระยะยาว และสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ในอนาคต

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ปัจจุบันลูกค้านิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีนยังแสดงความสนใจซื้อที่ดินของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 1/64 มียอดขายที่ดินรวมทั้งสิ้น 213 ไร่ โดยเป็นในประเทศ 188 ไร่ แต่การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนถูกเลื่อนออกไปจากมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ ส่งผลทำให้บริษัทมียอดขายที่ดินรอโอน (Backlog) จำนวนมาก และคาดว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการผลิตและการลงทุนจากต่างประเทศจะเริ่มส่งสัญญาณที่ชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 64 บริษัทจึงคงเป้ายอดขายที่ดินในประเทศในปีนี้ไว้ที่ 725 ไร่

ในไตรมาส 1/64 บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมรวม 154.1 ล้านบาทชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่บริษัทก็มีรายได้ค่าสิทธิการผ่านทาง 125 ล้านบาทเข้ามาหนุน จึงทำให้รายได้รวมลดลงเพียง 37.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทได้มีการประสานงานกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อสนับสนุนให้มีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น

นางสาวจรีพร กล่าวว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าพัฒนาและขยายนิคมฯ ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 ได้เปิดดำเนินการและพร้อมต้อนรับนักลงทุนที่สนใจแล้ว โดยในปี 64 บริษัทฯ มีแผนการขยายพื้นที่ภายในนิคมอุตสาหกรรมอีก 3 แห่งเพิ่มเติม รวมถึงได้เริ่มเปิดให้บริการเช่าพื้นที่ภายใน TusPark WHA ศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรมแห่งใหม่ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ได้จัดตั้ง Unified Operation Center (UOC) ณ อาคาร WHA Tower ขึ้นเพื่อเป็นโซลูชั่นแพลตฟอร์มที่สำคัญ ในการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยศูนย์ UOC แห่งนี้จะทำหน้าที่ตรวจสอบ และควบคุมการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม อาทิ การตรวจวัดคุณภาพอากาศ ปริมาณฝนตก และคุณภาพการบำบัดน้ำเสีย ภายใต้แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ อัจฉริยะ หรือ Smart ECO Industrial Estate

ด้านธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทฯ มียอดขายที่ดินทั้งสิ้น 25 ไร่ โดยบริษัทฯ ได้รับใบรับรองการแก้ไขการจดทะเบียนการลงทุนของเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 เหงะอาน เฟส 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทฯ จึงกำลังเร่งสานต่อการขายและงานก่อสร้างของพื้นที่เฟส 1B ส่วนที่เหลือเพื่อให้เป็นไปตามเป้ายอดขายที่ดินในเวียดนามสำหรับปีนี้จำนวน 308 ไร่ พร้อมกับการวาง master plan เพื่อพัฒนาพื้นที่สำหรับเฟส 2 และเฟส 3 ที่คิดเป็นพื้นที่รวมเพิ่มเติมอีก 4,700 ไร่ รวมถึงการดำเนินการเพื่อขอใบอนุญาตและการอนุมัติโครงการเพื่อพัฒนาเขตอุตสาหกรรมอีก 2 แห่งในจังหวัดถั่งหัว (Thanh Hoa) บนพื้นที่รวมกว่า 7,500 ไร่ที่ยังคงเป็นไปตามแผนงานที่ได้วางไว้

ธุรกิจสาธารณูปโภค บริษัทฯ รับรู้รายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภค ในไตรมาส 1/64 เท่ากับ 586.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 63 จากการปรับตัวดีขึ้นของปริมาณการจำหน่ายและบริหารน้ำรวมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าและยานยนต์ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของบริษัทฯ เนื่องจากในไตรมาส 1 /64 มาบริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และมาตรการ lockdown จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กอปรกับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มทยอยเปิดดำเนินการของลูกค้าใหม่ตั้งแต่ปลายไตรมาส 4/63 เป็นต้นมา

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้พัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value added product) เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันโครงการ Reclamation Plant ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กำลังการผลิต 25,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่เดือน ม.ค.64 นอกจากจะช่วยให้บริษัท สามารถนำน้ำที่ได้จากกระบวนการบำบัดดังกล่าวไปต่อยอดการผลิตเป็น Demineralized Water และ Premium Clarified Water สำหรับจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าแล้ว ตัวโครงการยังเป็นต้นแบบของการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งด้านการบริหารจัดการต้นทุนการจัดหาน้ำของบริษัทฯ รวมถึงการลดการพึ่งพิงน้ำดิบจากแหล่งน้ำอื่นอีกด้วย โดยในไตรมาส 1/64 บริษัทฯ สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value added product) จำนวน 1 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นอัตราการเติบโต 203% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนธุรกิจไฟฟ้า บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรปกติจากการดำเนินงานจากการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทร่วมค้าไม่นับรวมกำไร/ ขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 1/64 เท่ากับ 165.6 ล้านบาท โดยสามารถเซ็นสัญญาโครงการพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาเพิ่มเติมได้อีกกว่า 10 เมกะวัตต์ รวมเป็นการเซ็นสัญญาสะสมจำนวน 61 เมกะวัตต์ และได้เริ่มเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (COD) เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับลูกค้าในไตรมาส 1/64 รวม 4 เมกะวัตต์ ทำให้ ณ ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตที่เปิดดำเนินการอยู่ที่ 44 เมกะวัตต์ คาดว่าในปีนี้จะสามารถเซ็นสัญญาเพื่อลงทุนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้เพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 40 เมกะวัตต์ บริษัทฯ คงเป้าจำนวนการเซ็นสัญญาที่ 90 เมกะวัตต์ ณ สิ้นปี 64 และเพิ่มเป็น 300 เมกะวัตต์ภายในปี 66

ทั้งนี้ส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจไฟฟ้าที่ลดลงในไตรมาส 1/64 มีสาเหตุมาจากส่วนแบ่งกำไรทางบัญชีของโรงไฟฟ้า Gheco-One ที่บริษัทฯ ร่วมลงทุนลดลง เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนเป็นระยะเวลา 37 วัน และส่งผลทำให้โรงไฟฟ้าได้รับรายได้ค่าความพร้อมจ่ายจาก EGAT ลดลง อย่างไรก็ตาม ภายหลังการซ่อมบำรุงแล้วเสร็จและกลับมาดำเนินการตามปกติ โรงไฟฟ้าจะได้รับรายได้ค่าความพร้อมจ่ายเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปในช่วงการหยุดซ่อมบำรุงดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Gheco-One ในช่วงที่เหลือของปีฟื้นตัวขึ้น ในขณะที่โรงไฟฟ้าอื่นๆ อาทิ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ทั้ง 8 โรง และโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ (CCE) ยังมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และจะไม่มีการดำเนินการซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้าอื่นๆ อีกภายในปีนี้

ปัจจุบัน บริษัทฯ ก็อยู่ระหว่างการขออนุญาตดำเนินการเปิดใช้งานระบบซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (P2P Energy Trading Platform) ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ควบคู่ไปกับการเตรียมติดตั้งเพื่อทดสอบระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) บนโรงกรองน้ำของบริษัทฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นการตอกย้ำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมงานแล้วยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของบริษัทฯ ในการก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างครบวงจร ตลอดจนความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อนำเสนอให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม บริษัทฯ อยู่ระหว่างการจัดทำแผนการลงทุน 5G Tower ร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำเพื่อติดตั้งและทดสอบการใช้งานจริงของโซลูชัน 5G ภายในเขตนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ควบคู่ไปกับการขยายการให้บริการเชื่อมต่อสื่อสารแบบโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (FTTx) ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดให้แล้วเสร็จ ซึ่ง 5G Tower และ FTTx ก็จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นทั้งในส่วนของบริษัทฯ ลูกค้า และผู้ประกอบการ รวมถึงรองรับการก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย

สำหรับโครงการ ดับบลิวเอชเอ ทาวเวอร์ (WHA Tower) อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าชมพื้นที่จำนวนมากและเริ่มเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่บางส่วนแล้ว ภายในอาคารประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ โคเวิร์คกิ้งสเปซ ร้านกาแฟ แวดล้อมด้วยภูมิทัศน์สวนและน้ำพุ และพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์การทำงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพ และให้พนักงานบริษัทมีรูปแบบชีวิตการทำงานที่สมดุล ผ่อนคลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกอันทันสมัยแบบครบครัน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ