ทริสฯ จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1.6 หมื่นลบ.ของ TRUE ที่ BBB+

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday October 7, 2022 14:19 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.6 หมื่นล้านบาทและไถ่ถอนภายใน 6 ปีของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ระดับ "BBB+" โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระคืนหนี้เงินกู้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัททั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้การประกาศ "เครดิตพินิจ" แนวโน้ม "Positive" หรือ "บวก" โดยปัจจุบันอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทอยู่ที่ระดับ "BBB+" ส่วนอันดับเครดิตหุ้นกู้ที่มีการค้ำประกันบางส่วนอยู่ที่ระดับ "A-"

อันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้นำในการให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรในประเทศไทยที่มีสถานะทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งทั้งในธุรกิจการให้บริการสื่อสารแบบไร้สายและธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้งด้วยว่าบริษัทจะยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทคือเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือกลุ่มซีพีและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์คือ China Mobile International Holdings Ltd. (China Mobile) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็ถูกลดทอนจากภาระหนี้สินของบริษัทที่อยู่ในระดับสูงและการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมด้วยเช่นกัน

เมื่อพิจารณาจากธุรกิจในปัจจุบัน บริษัทยังคงมีผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ที่สอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง กล่าวคือ บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวมเติบโตเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 7.18 หมื่นล้านบาทซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีจำนวนลูกค้าและรายได้จากการขายที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue Per User ? ARPU) ยังคงได้รับแรงกดดันจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลให้รายได้จากการให้บริการรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 5.9 หมื่นล้านบาท โดยลดลง 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

แม้ว่ารายได้จากการให้บริการจะได้รับแรงกดดัน แต่บริษัทยังมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 3.15 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 และมีอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้ (EBITDA Margin) ที่ระดับ 43.8% ในขณะที่เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทนั้นอยู่ที่ระดับ 2.15 หมื่นล้านบาท

ในช่วงปี 2565-2567 ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1.48-1.52 แสนล้านบาทโดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากความแข็งแกร่งทางการแข่งขันของธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ในขณะที่รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกจะยังคงได้รับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 6.1-6.5 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยจะมี EBITDA Margin อยู่ที่ระดับ 41%-43% และเงินทุนจากการดำเนินงานน่าจะอยู่ในช่วง 4.2-4.3 หมื่นล้านบาทต่อปี

ณ เดือนมิถุนายน 2565 บริษัทมีหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับ 6.6 เท่า ในขณะที่มีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ที่ระดับ 10.3% และมีอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินทั้งหมดที่ระดับ 40% ทริสเรทติ้งคาดว่าหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะยังคงอยู่ที่ระดับ 6.5-7 เท่าและอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินจะอยู่ที่ระดับประมาณ 10% ทริสเรทติ้งประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทจะตึงตัวแต่ก็อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ บริษัทมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจำนวนประมาณ 5.67 หมื่นล้านบาทซึ่งคาดว่าบริษัทจะมีการกู้เงินใหม่เพื่อนำมาชำระคืนหนี้เงินกู้เดิมส่วนใหญ่ที่จะครบกำหนด ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งและผลการดำเนินงานที่น่าพอใจของบริษัทแล้ว ทริสเรทติ้งมองว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในการกู้เงินใหม่เพื่อนำมาชำระคืนหนี้เงินกู้เดิมได้

แนวโน้มเครดิตพินิจ

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ทริสเรทติ้งได้ออกประกาศ "เครดิตพินิจ" สำหรับอันดับเครดิตทั้งหมดของบริษัทโดยสืบเนื่องมาจากการที่การควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เมื่อการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นลงแล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่าหนี้สินทั้งหมดของบริษัทซึ่งรวมถึงหุ้นกู้ที่จัดอันดับโดยทริสเรทติ้งจะถูกโอนไปยังบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการหรือ NEWCO

ทั้งนี้ เครดิตพินิจแนวโน้ม "Positive" หรือ "บวก" สะท้อนถึงมุมมองของทริสเรทติ้งที่เห็นว่าบริษัทใหม่ที่จะเกิดจากการควบรวมในครั้งนี้จะมีสถานะเครดิตที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสถานะเครดิตของบริษัท โดยทริสเรทติ้งคาดว่าการควบรวมจะทำให้เกิดการผสานพลังทางธุรกิจ รวมทั้งเกิดการขยายขนาดของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน

ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาในเชิงของตัวเลขแล้ว การควบรวมกิจการจะทำให้ NEWCO ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดในด้านของรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อีกทั้ง สถานะทางการเงินของ NEWCO ก็น่าจะแข็งแกร่งกว่าสถานะทางการเงินของบริษัทในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย โดยทริสเรทติ้งคาดว่าหลังจากการควบรวมแล้วอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของ NEWCO จะอยู่ที่ระดับ 5-5.5 เท่าซึ่งต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราส่วนของบริษัทซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 7 เท่า

ทริสเรทติ้งมองว่าการได้รับความเห็นชอบในการควบรวมกิจการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นยังคงมีความท้าทาย ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งจะยกเลิกเครดิตพินิจเมื่อการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นและทริสเรทติ้งได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบจากการควบรวมกิจการที่มีต่ออันดับเครดิตของบริษัทอย่างถี่ถ้วนแล้ว โดยทริสเรทติ้งจะติดตามความคืบหน้าของการควบรวมกิจการดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและจะพิจารณาทบทวนอันดับเครดิตอย่างเหมาะสมต่อไป


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ