CONSENSUS: CK ตัวตึงประมูลงานรัฐ-ลูกส่งงานหนุน Backlog ปีนี้ลุ้นทะลุ 2 แสนลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday March 19, 2024 16:21 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

โบรกเกอร์มองบวก บมจ.ช.การช่าง (CK) หนึ่งในหุ้นรับเหมาเจ้าใหญ่ที่จะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 67 โดยเก็งธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นเทรนด์ขาขึ้น จากปีก่อนหน้างานภาครัฐแทบไม่มีเลย เพราะเชื่อว่ารัฐจะเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็ฯต้นไป และงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่รอประมูลอย่างน้อยกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่ง CK เป็นหนึ่งในตัวเต็ง ขณะเดียวกันงานใหญ่ของบริษัทลูก คือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) สร้าง Double Deck มีโอกาสหนุน Backlog เพิ่มขึ้นทะลุ 2 แสนล้านบาทในครึ่งปีหลัง

ขณะที่บริษัทลูกของ CK ต่างมีการเติบโตต่อเนื่อง ทั้ง BEM (CK ถือ 34.14%), บมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP) (CK ถือ 30%) และ บมจ.ทีทีดับบลิว (TTW) (CK ถือ 19.40%) ช่วยหนุนกำไร โดยนักวิเคราะห์ประเมินกำไรสุทธิปี 67 ของบริษัทแม่อย่าง CK อยู่ที่ 1,800-1,929 ล้านบาท เติบโต 21-29% จากปี 66 ที่มีกำไรสุทธิ 1,500 ล้านบาท

ส่วนราคาหุ้น CK แม้จะไต่ระดับขึ้นมาอย่างชัดเจนตั้งแต่กลางเดือน ก.พ.67 ขึ้นไปทำนิวไฮ 24.60 บาทเมื่อวันศุกร์ที่ 15 มี.ค.67 สูงสุดในรอบ 15 เดือน และราคาปิดเที่ยงวันนี้ 19 มี.ค.อยู่ที่ 24.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถือว่ายังพอมีอัพไซด์จากราคาเป้าหมาย

          โบรกเกอร์           คำแนะนำ          ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
          เอเซียพลัส         Overweight          28.00
          กรุงศรี พัฒนสิน         ซื้อ               28.00
          ทิสโก้                ซื้อ               27.00
          ดาโอ                ซื้อ               27.00
          ยูโอบีเคย์เฮียน         ซื้อ               26.50
          หยวนต้า              ซื้อ               26.00
          ฟินันเซีย ไซรัส         ซื้อ               26.00
          บัวหลวง              ซื้อ               26.00

นางสาวธัญญธร ทรงวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ชอบ CK มากที่สุดในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่ารายอื่น โดยมอง CK ในปี 67 เป็นเทรนด์ขาขึ้น ประเมินกำไรอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เติบโต 21% จากปีก่อน ได้รับแรงหนุนจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ปัจจุบันมี Backlog สูงถึง 1.3 แสนล้านบาท ยังทำให้สามารถรับรู้รายได้จากโครงการหลักอย่างต่อเนื่อง ทั้ง โรงไฟฟ้าหลวงพระบาง รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และรถไฟทางคู่เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ

และยังได้รับแรงหนุนจากบริษัทลูก CKP BEM TTW ที่ยังให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่ดี

สำหรับงบประมาณปี 67 คาดว่าร่าง พ.ร.บ.งปบระมาณรายจ่ายฯ จะผ่านทั้งสองสภาปลายเดือนนี้ และจากนั้นจะเริ่มมีการเบิกจ่ายด้วยกรอบเวลาชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะเป็นกลุ่มแรกที่จะได้รับประโยชน์

ในปีนี้จะมีงานประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐออกมามาก ได้แก่ โครงการทางด่วนพิเศษช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท คาดว่าผู้รับเหมารายใหญ่จะเข้าร่วมประมูลพร้อมหน้า ทั้ง CK, STEC, UNIQ เป็นตัวเต็ง โดย CK คาดหวังจากแต้มต่อ คือ ผลงานของ CK เอื้อต่อการเข้าประมูล

และยังมีอีกหลายโครงการที่จะทยอยเปิดประมูล ได้แก่ รถไฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยาย รถไฟทางคู่เส้นทางต่างๆ โดยเฉพาะโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) มูลค่างานก่อสร้าง 3.5 หมื่นล้านบาทที่ BEM เจ้าของโครงการอยู่ระหว่างเจรจากับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) คาดว่าดีลนี้จะมีความชัดเจนของการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง โดย BEM ก็จะส่งต่องานก่อสร้างให้ CK

ขณะที่ บล.เอเซียพลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ทิศทางธุรกิจของ CK ในปีนี้สดใส คาดหวังจะเห็นพัฒนาการเชิงบวกทั้งรายได้และอัตรากำไร โดย CK ประเมินรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างปี 67 อิงจาก Backlog ปัจจุบันน่าจะสูงกว่าปี 66 ที่ทำได้ 36,485 ล้านบาท

โครงการหลักยังคงมาจากงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลวงพระบางที่จะทำรายได้ให้กับ CK ราว 4-5 พันล้านบาท/ไตรมาส ต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี ส่วนโครงการอื่นๆ ที่น่าจะทำรายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้ คือ งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ที่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนของงานเจาะอุโมงค์ใต้ดิน จะทำให้เห็นความคืบหน้าของการก่อสร้างต่อจากนั้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับงานก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงของ ปี 67 จะเข้าสู่ช่วงปีที่ 3 ของการก่อสร้าง ก็จะเห็นการรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง

ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น( gross margin) ธุรกิจก่อสร้างประเมินไว้อยู่ในช่วง 7.0-7.5% ดีกว่าปี 66 ที่มีอัตรากำไรขึ้นต้น 7.04% โดย CK มีการปรับปรุงต้นทุนก่อสร้าง (Adjust Budget) โรงไฟฟ้าหลวงพระบางเพิ่มขึ้น หลังผ่านการก่อสร้างไปแล้วประมาณ 2 ปี ทำให้เห็นภาพต้นทุนก่อสร้างชัดเจนขึ้น ส่งผลให้งวดไตรมาส 4/66 CK มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าปกติเพียง 6.31% ภายหลังการปรับปรุงต้นทุนก่อสร้างดังกล่าว CK จะมีอัตรากำไรขั้นต้นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลวงพระบางอยู่ที่ 7.0-7.5% ตลอดช่วงระยะเวลาการก่อสร้างถึงปี 73

สำหรับการรับงานใหม่ปีนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.การรับงานจากบริษัทในกลุ่มฯ 3 โครงการ ได้แก่

1.1 งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกพร้อมงานติดตั้งระบบและจัดหาขบวนรถ 1.09 แสนล้านบาท BEM เสนอผลตอบแทนสูงสุดในการประมูล แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญา เนื่องจากยังมีคดีฟ้องร้องค้างอีก 1 คดีที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการเปิดประมูลรอบที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฏหมาย หากศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับศาลปกครองกลางที่ไม่รับฟ้องก็น่าจะนำไปสู่การลงนามสัญญาได้ภายในไตรมาส 4/67

1.2 โครงการทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ "Double Deck" มูลค่างานก่อสร้าง 3.5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการนี้แล้ว และ กทพ.ได้ข้อยุติเบื้องต้นแล้วว่าจะให้ BEM เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ เนื่องจาก Double Deck เป็นการก่อสร้างคร่อมบนทางด่วนที่ BEM เป็นเจ้าของสัมปทานในปัจจุบัน โดย BEM จะลงทุนแลกกับการขอขยายอายุสัมปทาน คาดกระบวนการเจรจารายละเอียดสัมปทานจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ และน่าจะเซ็นสัญญาได้ภายในปี 68

1.3 โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการก่อสร้างงานโยธา จะใช้เวลาประมาณ 6 ปี (ปี 65-70) คาดว่า รฟม.จะตั้งคณะกรรมการร่วมลงทุนในปีนี้เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์หาผู้ให้บริการเดินรถ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า รฟม.จะเจรจาโดยตรงกับ BEM ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงเหนือ ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการเดินรถแบบไร้รอยต่อ คาดการเจรจาเกิดขึ้นภายในปีนี้ และเซ็นสัญญาอย่างช้าปี 68 เนื่องจากงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกลต้องใช้เวลาสั่งซื้ออุปกรณ์และติดตั้งประมาณ 3 ปี โดย BEM จะส่งต่องานติดตั้งระบบไฟฟ้าเครื่องกล รวมถึงการจัดหาขบวนรถให้กับ CK เป็นผู้ดำเนินการ

2.การรับงานจากหน่วยงานภายนอก ปัจจุบันมีโครงการลงทุนภาครัฐที่ CK อยู่ระหว่างติดตามมูลค่ารวม 406,007 แสนล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ ทางด่วน รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ สนามบิน โครงการแรกๆ ที่น่าจะเปิดประมูลคือ ทางด่วนจตุโชติ-ลำลูกกา กรอบวงเงินลงทุน 1.9 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีการเผยแพร่ร่าง TOR ใน website ของ กทพ.แล้วคาดจะขายซองประกวดราคาในเดือน เม.ย.67 ตามมาด้วยโครงการรถไฟทางคู่ขอนแก่น-หนองคาย วงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท

ส่วนของบริษัทลูกทั้ง 3 แห่งของ CK ประกอบด้วย BEM,CKP และ TTW ต่างก็มีทิศทางธุรกิจที่สดใส โดยเฉพาะ BEM ที่จะเดินหน้าทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า ตามจำนวนผู้ใช้บริการทางด่วนและรถไฟฟ้าใต้ดินที่เพิ่มขึ้น

สำหรับ CKP เริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการมากขึ้น จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่น่าจะจบเร็วกว่าที่เคยคาดไว้ หลังนักวิทยาศาสตร์ตรวจพบอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลเพิ่มขึ้นกว่าปกติไม่มาก ทำให้คาดว่าภาวะแห้งแล้งกว่าปกติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะผ่านพ้นไปในเดือน พ.ค.67 ส่งผลดีต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงและปริมาณการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 และโรงไฟฟ้าไซยะบุรี

ส่วน TTW บริษัทประปาปทุมธานีได้ต่อสัญญากับการประปาส่วนภูมิภาคต่อไปอีก 10 ปี ก็น่าจะสร้างผลตอบแทนในรูปเงินปันผลให้ CK ได้อย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่า CK จะมีกำไรสุทธิปี 67 ที่ 1,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29%YoY สนับสนุนจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจก่อสร้างเพิ่มขึ้น รวมถึงทิศทางธุรกิจของบริษัทลูกเติบโต ประเมินราคาเหมาะสมภายใต้วิธี Sum of the Part ได้ที่ 28.00 บาท เทียบเท่า Implied PER 24.6 เท่า ให้น้ำหนักการลงทุน Outperform

Catalyst สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นราคาหุ้นให้เข้าสู่ราคาเป้าหมายได้เร็วขึ้น คือความคืบหน้างานประมูล Mega Project ภาครัฐที่คาดว่าจะมีมากขึ้นหลังงบประมาณปี 67 เริ่มมีการเบิกจ่าย รวมไปถึงโครงการลงทุนต่างๆของ BEM ที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ด้าน บล.ทิสโก้ มีมุมมองเชิงบวกต่อข้อมูลที่ให้ไว้ในการประชุมกับผู้บริหารของ CK โดย Backlog ขนาดใหญ่มีศักยภาพจะเติบโตมากขึ้นจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือ ควบคู่ไปกับโครงการที่มีศักยภาพในอนาคต การประมูลโครงการสาธารณะใหม่ ส่วนแบ่งกำไรจาก BEM (เพิ่มขึ้นจากปริมาณผู้โดยสารและการจราจร) และ CKP (คาดว่าปริมาณน้ำไหลเพิ่มขึ้นในปีนี้) ก็คาดว่าจะเติบโตเช่นกัน ด้าน TTW ยืนยันว่าจะรักษา DPS (Dividend Per Share) ไว้

การปรับอัตรากำไรขั้นต้นส่งผลกระทบต่อไตรมาส 4/66 โดยอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างตึงตัวที่ 6.3% เนื่องจากการปรับอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการหลวงพระบางเป็น 7-7.5% ซึ่งการปรับปรุงจะต้องย้อนหลังไปยังรายได้ทั้งหมดที่รับรู้จากโครงการนี้แล้ว ผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมจึงมีสาระสำคัญ หากไม่มีการปรับปรุงอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 4/66 น่าจะอยู่ในช่วงปกติ 7-7.5%

Backlog ขนาดใหญ่พร้อมศักยภาพมากมาย ปัจจุบันบริษัทมี Backlog มากถึง 1.3 แสนล้านบาท และมีโครงการที่มีศักยภาพเพิ่มเติมอีกมากมาย เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม, Double Deck และ M&E สำหรับสายสีม่วงใต้

สำหรับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ศาลฎีกาน่าจะมีคำพิพากษาเร็วๆ นี้ หาก BEM ได้โครงการนี้ในครึ่งปีหลัง Backlog ของ CK น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 แสนล้านบาท ส่วนโครงการ Double Deck (3.5 หมื่นล้านบาท) และงาน M&E สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (2.7 หมื่นล้านบาท) ซึ่งการเจรจาระหว่าง BEM กับภาครัฐน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้

การประมูลครั้งต่อไปเพื่อขุน Backlog เพิ่มเติม โครงการสาธารณะที่กำลังจะมีขึ้น CK ควรเป็นเป้าหมาย ได้แก่ ทางด่วนฉลองรัช (จตุโชติ-ลำลูกกา) มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ส่วนต่อขยายสายสีแดง (6.6 หมื่นล้านบาท) มอเตอร์เวย์ M9 (4.6 หมื่นล้านบาท) M5 (2.5 หมื่นล้านบาท) และ M7 (4.4 พันล้านบาท) รถไฟทางคู่ (ขอนแก่น-หนองคาย มูลค่า 2.88 หมื่นล้านบาท และ จิระ-อุบลราชธานี มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท) และการขยายสนามบิน (สุวรรณภูมิ และดอนเมือง)

การประมาณการของเราเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัท แนวทางการบริหารจัดการสำหรับรายได้จากการก่อสร้าง อัตรากำไรขั้นต้น และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับปีนี้อยู่ที่ 3.6-4 หมื่นล้านบาท, 7-7.5% และ 2 พันล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์เราที่ 3.8 หมื่นล้านบาท 7.5% และ 2.06 พันล้านบาท

ส่วนกำไรไตรมาส 1/67 คาดว่าจะทรงตัว QoQ อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะสูงขึ้น QoQ เนื่องจากไม่มีการปรับอัตรากำไร แต่รายได้จากตราสารทุนควรลดลงเนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจาก CKP ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากฤดูแล้ง

เราคงประมาณการและมูลค่าที่เหมาะสมหุ้น CK ตาม SOTP ที่ 27.00 บาท เราเน้นด้าน upside หากผลการประมูลของสายสีส้มตะวันตกไม่ถูกยกเลิก เนื่องจากเราไม่ได้รวมโครงการนี้ไว้ในประมาณการและมูลค่าที่เหมาะสมของเรา หากรวมมูลค่าที่เหมาะสมของเราจะเพิ่มขึ้น 3 บาท/หุ้น (จากมูลค่ายุติธรรมที่เพิ่มขึ้นของ BEM)

https://youtu.be/tBCCdHeuUnc


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ