นายอลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงในปีหน้า และภาวะการซื้อขายที่คึกคักในตลาดหุ้นจะยุติลง แม้ผลประกอบการภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้นก็ตาม
กรีนสแปนคาดว่า ในอีก 6 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 3-4% ต่อปี หลังจากนั้นจะเริ่มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราว่างงานในสหรัฐจะไม่ร่วงลงมากไปกว่าระดับ 9.7% มากนัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในปีหน้าไม่ให้กลับไปถดถอยรุนแรงเหมือนเมื่อปีก่อน
ทั้งนี้ กรีนสแปนมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่ในระยะยาวนั้นคาดว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากเสียจากว่าเฟดจะยุติการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ พร้อมกับแสดงความกังวลว่าเฟดอาจเผชิญแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการให้เฟดยังคงอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบต่อไป
กรีนสแปนยังกล่าวด้วยว่า ในระยะกลางนี้เศรษฐกิจสหรัฐจะได้รับแรงหนุนจากวงจรการปรับสต็อกสินค้าของภาคเอกชนและการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้น โดยจนถึงขณะนี้ดัชนี S&P 500 ทะยานขึ้นไปแล้ว 56% แต่ในปีหน้าตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มทรงตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานเมื่อวานนี้ว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐหดตัว 0.7% ในช่วงไตรมาสสอง ซึ่งดีกว่าที่ตัวเลขติดลบ 1% ในการรายงานก่อนหน้านี้ และดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะติดลบ 1.1% จากปีก่อน นับเป็นหลักฐานล่าสุดที่ชี้ว่าภาวะถดถอยกำลังสิ้นสุดลงแล้ว
นอกจากนี้ สหรัฐรายงานว่า ดัชนีธุรกิจเขตชิคาโกร่วงเกินคาดสู่ระดับ 46.1 จุดในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับที่บ่งชี้ถึงการหดตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคดังกล่าว และภาคเอกชนทั่วประเทศลดการจ้างงานลง 254,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. บลูมเบิร์กรายงาน