หุ้นกลุ่มแบงก์บวกยกแผง โดยเมื่อเวลา 10.23 น.ดัชนีกลุ่มแบงก์อยู่ที่ 312.50 จุด เพิ่มขึ้น 5.07 จุด(+1.65%)โดยหุ้นในกลุ่มแบงก์ 5 อันดับแรกที่ปรับตัวขึ้นสูงสุด ได้แก่
หุ้น KTB ราคาอยู่ที่ 13.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท(+3.88%)มูลค่าซื้อขาย 596.69 ล้านบาท
หุ้น TCAP ราคาอยู่ที่ 27.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท(+3.85%)มูลค่าซื้อขาย 385.78 ล้านบาท
หุ้น BAY ราคาอยู่ที่ 19.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท(+2.60%)มูลค่าซื้อขาย 80.51 ล้านบาท
หุ้น BBL ราคาอยู่ที่ 123.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท(+2.07%)มูลค่าซื้อขาย 276.68 ล้านบาท
หุ้น CIMBT ราคาอยู่ที่ 3.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท(+1.60%)มูลค่าซื้อขาย 19.19 ล้านบาท
บทวิเคราะห์ บล.เอเชียพลัส แนะ"สะสม"หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์(ธ.พ.)เนื่องจากในสัปดาห์นี้จะเข้าสู่ช่วงการทำประมาณการกำไรงวด 2Q53 (Preview Earnings) ขณะที่ ธ.พ. ได้ทยอยรายงานผลประกอบการผ่าน ธ.พ. 1.1 ซึ่งหากพิจารณาตัวเลขการให้สินเชื่อของ ธ.พ. ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.53 พบว่าส่วนใหญ่ดีกว่านักวิเคราะห์ ASP คาด ทั้งเมื่อเทียบจากเดือนก่อนหน้า หรือ mom และช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ yoy แม้ว่าในช่วงดังกล่าวจะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองก็ตาม
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือน พ.ค.53 ธ.พ.3 รายแรกที่รายงาน คือ BBL, KBANK, SCB และ KTB พบว่ายอดสุทธิสุทธิเติบโต 2.6%, 1%, 1.7% และ 2.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และทำให้ยอดสินเชื่อในช่วง 5 เดือนแรก เติบโต 2.9%, 3.3%, 1.1% และ 7.3% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 52
ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะยังคงยืนไว้ที่ระดับ 1.25% ไปจนถึงสิ้นปี น่าจะเป็นช่วยให้ NIM งวด 2Q53—3Q53 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับงวด 1Q53 ซึ่งจะหนุนให้ผลกำไรงวด 2Q53 ออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ ไม่รวมเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ที่มีการบันทึกในงวด 1Q53 ใน ธ.พ. 3 แห่งคือ KTB, SCB, BAY
เอเชียพลัส เลือก KBANK เป็น Top Pick ขณะที่ ธ.พ.รายย่อยที่เน้นให้บริการทางการเงินเกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคล และเช่าซื้อรถยนต์(Hire Perchase)พบว่ามีแนวโน้มสดใสความอุตสาหกรรมรถยนต์ โดย ณ สิ้นเดือน พ.ค.ยอดสินเชื่อสุทธิของ TISCO, KK, TCAP เติบโต 1.9% 1.5% 0.5% และ 5M53 เติบโต 7.9%, 5.8% และ 3.4% ตามลำดับ
คาดว่า TISCO จะมีกำไรงวด 2Q53 โดยเด่นที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากจะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(FIDF)ในการขายหุ้น SCIB ให้ TCAP ราว 140 ล้านบาท และยังบันทึกกำไรจากการขาย NPA รวม 100 ล้านบาท ส่วน TCAP คาดว่ากำไรงวด 2Q53 ยังโตต่อเนื่องจากงวดก่อนหน้า คาดว่าจะเริ่มมีการจัดทำงบการเงินรวมกับ SCIB ในงวด 2Q53 เป็นครั้งแรก คาดหวังว่าจะเริ่มเห็นผลบวกของต้นทุนการเงินที่ลดลงตามลำดับ