TTCL เล็งประมูลงานตปท. 2 งานมูลค่าหมื่นลบ.,รอลุ้นผลโรงไฟฟ้าSPP ต.ค.นี้

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday July 27, 2010 09:58 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสุวิทย์ มโนมัยยานนท์ กรรมการและรองประธานบริหารฝ่ายขาย บมจ.โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น(TTCL)เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมยื่นประมูลงานใหม่ในต่างประเทศ 2 โครงการในช่วงครึ่งปีหลัง มูลค่ากว่า 10,500 ล้านบาท

โครงการแรกเป็นงาน VCM Plant ของกลุ่มปูนซีเมนต์ไทยที่ไปลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในประเทศเวียดนาม ซึ่งส่วนงานของบริษัทมีมูลค่าประมาณ 6,500 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดทางกลุ่มปูนซีเมนต์ได้เลื่อนระยะเวลายื่นซองประมูลออกไปเป็นเดือนตุลาคมเพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่และต้องมีการกู้เงินมาก่อสร้างทำให้ขั้นตอนประมูลล่าช้าออกไปบ้าง และโครงการที่ 2 เป็นโรงงานปิโตเคมีในประเทศสิงค์โปร์ของกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่น มูลค่าราว 4,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็นการรับเหมาแบบครบวงจร (EPC)

ส่วนความคืบหน้าการประมูลงานก่อสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยในประเทศโมรอกโก มูลค่ากว่า 450 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ต้องชะลอออกไปจากที่คาดว่าจะทราบผลในไตรมาส 3/53 เนื่องจากได้รับผลประทบจากปัญหาเศรษฐกิจในยุโรป

ก่อนหน้านี้ บริษัทเพิ่งเซ็นสัญญาก่อสร้างโรงงานเอทานอล 2 โครงการในประเทศเวียดนาม มูลค่างานโครงการละ 2,000 ล้านบาท เมื่อช่วงไตรมาส 1/53 และบริษัทมีแผนที่จะขยายการรับงานในต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อสร้างผลประกอบการให้เติบโตยิ่งขึ้น เนื่องจากงานในต่างประเทศมีอัตรากำไรที่สูงกว่างานในประเทศ

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของโครงการในประเทศ ขณะนี้บริษัทได้ยื่นซองประมูลงานโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ขนาด 110 เมกะวัตต์ มูลค่า 4,000 ล้านบาทที่จังหวัดปทุมธานีในรอบแรกไปแล้ว โครงการดังกล่าวเป็นการรับงานแบบ EPC ทั้งออกแบบและก่อสร้าง คาดว่าจะรับรู้ผลสรุปขั้นสุดท้ายภายในเดือน ต.ค.นี้

และในขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนยื่นประมูลงานในประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากรัฐบาลยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหามาบตาพุดได้ ทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าตัดสินใจจึงส่งผลให้โคงการต่างๆถูกยืดระยะเวลาออกไป

“ช่วงนี้คงชะลอการประมูลงานในประเทศลงเพราะว่ารัฐบาลยังไม่สามารถปลดล็อกเรื่องมาบตาพุด ปลดล็อกไม่ได้ทำให้นักลงทุนเขาก็ไม่กล้าตัดสินใจ เรื่องกระบวนการทำ EIA/HIA แล้วก็เรื่องขององค์กรอิสระที่จะมาให้ความเห็นภาพก็ยังไม่ชัดเจน ซึ่งโรงงานไหนถ้าถูกระบุว่าอยู่ในข่ายบัญชีว่าอันตรายร้ายแรง ก็ต้องทำครบถ้วนกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ตรงนั้นก็ยังไม่ชัด กฎกติกาก็ไม่ชัดเจน องค์กรอิสระจะมาใช้เวลาในการให้ความเห็นอีกมากน้อยแค่ไหน ทั้งหลายทั้งปวงก็เลยทำให้นักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจ"นายสุวิทย์ กล่าว

ด้านผลประกอบการไตรมาส 2/53 ขณะนี้ยังรอการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทที่จะมีการประชุมในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จะมีการนำวาระเรื่องการจ่ายเงินปันผลเข้าหารือด้วย ซึ่งแหล่งข่าวจากบริษัทคาดว่าน่าจะสามารถจ่ายปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกได้ไม่ต่ำกว่าที่โบรกเกอร์ประเมินไว้หุ้นละ 0.16 บาท


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ