หุ้น IFS ปิดเทรดวันแรกที่ 1.76 บาท เพิ่มขึ้น 0.41 บาท (+30.37%)จากราคาจองซื้อที่ 1.35 บาท/หุ้น มูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 396.22 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 1.96 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 1.97 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 1.76 บาท
บล.โกลเบล็ก ระบุในบทวิเคราะห์ฯประเมินราคาเหมาะสมหุ้น IFS ไว้ที่ 1.80 บาท สำหรับปี 53 ซึ่งประเมินจาก P/BV ที่ 0.9 เท่าซึ่งเป็นระดับเดียวกับหุ้นลีสซิ่งในตลาด(ประกอบด้วย ECL KCAR NVL PL SCAN THANI)โดยประเมินมูลค่าหุ้นตามบัญชีในปลายปี 53 ที่ระดับ 1.90 บาท
IFS มีรายได้หลักราว 88% จากธุรกิจแฟคตอริ่งและได้กลับมาดำเนินธุรกิจลีสซิ่งประเภทสัญญาเช่าทางการเงินในปีนี้ซึ่งจะรับรู้รายได้เต็มปีในปี 54 โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร เครื่องดื่ม ยา กระดาษและบรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการบริการ จึงคาดว่า IFS จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มธุรกิจแฟคเตอริ่งและธุรกิจลีสซิ่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีโอกาสเติบโตสูง เนื่องจากผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจSME มีความต้องการที่จะใช้เงินทุนเพื่อขยายกิจการอีกมากตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้การที่ IFS มีบริษัทแม่สัญชาติสิงคโปร์จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจการเงินและเป็นสมาชิกเครือข่ายแฟคเตอริ่ง International Factors Group ทำให้มีฐานข้อมูลในการตรวจสอบประวัติและติดตามลูกค้าได้ดี
ทิศทางของธุรกิจแฟคตอริ่งปี 53 มีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนธุรกิจลีสซิ่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ก็เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากเช่นกันโดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเริ่มฟื้นตัว ทำให้คาดว่าผู้ประกอบการจะหันมาให้ความสำคัญในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตให้สูงขึ้นและมีความต้องการ เงินทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้รวมในปี 53 น่าจะฟื้นตัวขึ้นมาใกล้เคียงกับปี 51 โดยมีสัญญาณการบริโภคปรับดีขึ้นตั้งแต่ 4Q52
ทั้งนี้บริษัทได้กลับมาให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อในปีนี้หลังจากที่หยุดให้บริการไปโดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนรายได้สินเชื่อเช่าซื้อเป็น 10-20% จาก 8-10% ในปัจจุบัน จึงคาดรายได้รวมปี 53 จะกลับมาใกล้เคียงกับปี 51 ที่ 209 ล้านบาทซึ่งเติบโต 20%YoY และคาดกำไรสุทธิปี 53 ราว 83 ล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้น 18%YoY สำหรับปี 54 คาดรายได้รวม 249 ล้านบาทและ 108 ล้านบาทซึ่งเติบโต 19% และ 29% จากปี 52