หุ้นในกลุ่มแบงก์ปรับตัวขึ้นกันยกแผง ด้วยวอลุ่มเทรดที่เข้ามาอย่างคึกคัก โดยเมื่อเวลา 11.05 น.ดัชนีกลุ่มแบงก์อยู่ที่ 361.07 จุด เพิ่มขึ้น 5.91 จุด(+1.66%)และหุ้นในกลุ่มแบงก์ที่มีการปรับตัวขึ้นสูง และมีวอลุ่มเทรดที่เข้ามาอย่างหนาแน่นใน 5 อันดับแรก ได้แก่
หุ้น TMB ราคาอยู่ที่ 2.66 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท(+3.91%)มูลค่าซื้อขาย 859.30 ล้านบาท
หุ้น KBANK ราคาอยู่ที่ 108.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท(+1.89%)มูลค่าซื้อขาย 281.05 ล้านบาท
หุ้น BBL ราคาอยู่ที่ 144.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท(+1.76%)มูลค่าซื้อขาย 230.17 ล้านบาท
หุ้น KK ราคาอยู่ที่ 30.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท(+1.65%)มูลค่าซื้อขาย 36.59 ล้านบาท
หุ้น KTB ราคาอยู่ที่ 13.10 บาท เพิ่มข้น 0.20 บาท(+1.55%)มูลค่าซื้อขาย 742.21 ล้านบาท
จากการสำรวจเช้านี้ พบว่าทาง CLSA(CL) ได้ปรับเป้าหมายหุ้นในกลุ่มแบงก์เพิ่มขึ้น หลังจากกำไรเติบโตในอัตราที่เร่งจาก -1% ในปี 52 สู่ +17% ใน H1/53 โดยเพิ่มหุ้น KTB เป็น Top Picks หลังสำรองลดลง และรับประโยชน์จากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ CL ได้ปรับราคาเป้าหมายหุ้น BBL จาก 190 สู่ 222 ?บาท/หุ้น, ปรับราคาเป้าหมายหุ้น KBANK จาก 125 สู่ 160 บาท/หุ้น, ปรับราคาเป้าหมายหุ้น SCB จาก 106 สู่ 135 บาท/หุ้น, ปรับราคาเป้าหมายหุ้น KTB จาก 14.5 สู่ 20 บาท/หุ้น, ปรับราคาเป้าหมายหุ้น TCAP จาก 40 สู่ 50 บาท/หุ้น, ปรับราคาเป้าหมายหุ้น KK จาก 37 สู่ 43.3 บาท/หุ้น พร้อม?แนะนำ"Strong Buy"
ส่วนหุ้น BAY ได้ปรับราคาเป้าหมายจาก 23 สู่ 28.5 บาท/หุ้น และหุ้น TISCO ได้ปรับราคาเป้าหมายจาก 32.8 สู่ 45 บาท/หุ้น พร้อมแนะนำ"Buy"
ขณะที่บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า หนังสือพิมพ์ในประเทศรายงานว่าในสัปดาห์นี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งจะทยอยประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากในอัตรา 0.10-0.25% และมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เพื่อตอบรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งการปรับขึ้นก็คงไม่กระทบต่อผู้กู้เงินและผู้ฝากเงินมากนัก เพราะยังอยู่ในจำนวนที่ไม่มากนัก เรามองหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะหุ้นธนาคารขนาดใหญ่