บมจ.ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี [SCG] เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถมุ่งสู่พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emission) โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามระเบียบว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 25652573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567 นั้น
บริษัท โซลาริสท์ หนองยวง จำกัด ,บริษัท โซลาริสท์ บ้านเอื้อม จำกัด และบริษัท โซลาริสท์ น้ำพุ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บมจ.ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี ถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัท โซลาริสท์ โฮลดิ้ง จำกัด ในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 99.99 ได้ยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าและได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามระเบียบว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 บริษัท โซลาริสท์ หนองยวง จำกัด บริษัท โซลาริสท์ บ้านเอื้อม จำกัด และบริษัท โซลาริสท์ น้ำพุ จำกัด ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปี เพื่อพัฒนาและดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farms) เพิ่มเติมจำนวน 3 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 37, 48 และ 90 เมกะวัตต์ ตามลำดับ รวม 175 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2571 ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1579 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ตลอดอายุสัญญา
การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการฯ จะช่วยลดความผันผวนจากราคาเชื้อเพลิง และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมให้ได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เป็นการสร้างเสถียรภาพด้านค่าไฟฟ้าในระยะยาวตลอดอายุสัญญาของโครงการฯ ทั้งนี้เมื่อรวมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farms) ข้างต้น และโครงการฯ ที่บริษัทฯ ได้เข้าลงนามสัญญาไปก่อนหน้านี้จำนวน 1 โครงการ รวมเป็นขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 202 เมกะวัตต์
การพัฒนาโครงการฯ ดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามแผนงานของบริษัทฯ ที่จะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ตามเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2583 ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมในการพัฒนาโครงการ บริษัทจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป