TVD ยกเลิกซื้อ"สปริงนิวส์ทีวี"ยันไม่กระทบการดำเนินงาน วางเป้ารายได้ปีนี้โต 20% แตะ 4.8 พันลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday February 26, 2019 17:55 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทีวี ไดเร็ค (TVD) เปิดเผยว่า บริษัทตัดสินใจยุติการเข้าลงทุนในสถานีโทรทัศน์ทีวีดิจิทัล ช่อง 19 (ช่องสปริงนิวส์) โดยล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวันนี้มีมติให้ยุติการเข้าซื้อหุ้นบริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด ในเครือ บมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลช่อง 19 (ช่องสปริงนิวส์) เนื่องจากภายหลังที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ส่งผลให้เกิดการเจรจาระหว่างกันภายใต้เงื่อนไขใหม่ ซึ่งยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกเข้าลงทุนในช่อง 19 จะไม่ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานและเป้าหมายการเติบโตในปี 62 โดย TVD ยังคงเป็นผู้เช่าเวลากับช่อง 19 เพื่อผลิตรายการโฮมช้อปปิ้งออกอากาศทางสถานี และเดินหน้าขยายการลงทุนในส่วนอื่นๆ เพื่อผลักดันการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการขายสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายทรงพล กล่าวว่า บริษัทเตรียมเจรจากับทางช่องสปริงนิวส์ช่วงหลังจากวันเลือกตั้ง เพื่อจัดทำผังรายการใหม่ ภายหลังยุติเข้าซื้อกิจการ เนื่องจากทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการเช่าช่วงเวลาออกอากาศเพื่อจำหน่ายสินค้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัญญาเช่าช่วงเวลาในการออกอากาศฯ เหลืออยู่อีก 6 เดือน โดยจะสิ้นสุดในเดือน ก.ค.นี้ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ คาดหวังจะเช่าช่วงเวลาออกอากาศดังกล่าว 12 ชั่วโมง/วัน จากเดิมที่มีการเช่าระยะเวลาการออกอากาศอยู่ที่ 18 ชั่วโมง/วัน

ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรบริษัทเทคโนโลยีจำนวน 4 รายในการเข้าซื้อกิจการเพื่อนำมาเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยี คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในปลายไตรมาส 1/62 หรือต้นไตรมาส 2/62 จำนวน 1 ราย และที่เหลือจะทยอยเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้ โดยได้วางงบลงทุนไว้ที่ 100 ล้านบาทจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัทเป็นหลัก

นายทรงพล กล่าวว่า ในปี 62 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวม 4,800 ล้านบาท เติบโตประมาณ 20% โดยรายได้จะมาจากธุรกิจของทีวี ไดเร็ค 3,300 ล้านบาท และจาก 6 บริษัทในเครืออีก 1,500 ล้านบาท ได้แก่ 1.ทีวีดี ช้อปปิ้ง (ถือหุ้น 65%) 2.ลาสไมล์ ไดเร็ค (ถือหุ้น 99.99%) 3.ทีวีดี โบรกเกอร์ (ถือหุ้น 99.99%) 4.ทีวีดี เซอร์วิสเซส (ถือหุ้น 99.99%) 5.เมจิก พีวอท (ถือหุ้น 60%) และ 6.ทรี-อาร์ดี (ถือหุ้น 25%) ซึ่งจะรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนถือหุ้น

กลยุทธ์หลักในปีนี้จะมุ่งเน้นการทำ Omni Channel Direct Marketing Experience ซึ่งจะผสมผสานการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยช่องทาง ‘ออนไลน์ ช้อปปิ้ง’ ได้ร่วมมือเป็นพาร์ทเนอร์กับสื่อโซเชียล มีเดียชั้นนำเพื่อพัฒนากลยุทธ์การทำโฆษณาร่วมกัน พร้อมกันนี้บริษัทวางแผนปรับโฉมเว็บไซต์และโมบาย แอพพลิเคชั่นใหม่ ส่วนช่องทาง ‘ทีวี ช้อปปิ้ง’ จะมุ่งพัฒนารูปแบบการนำเสนอสินค้าและสปอตโฆษณาใหม่ๆ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า (Create Customer Experience)

ส่วนช่องทางสุดท้าย ‘ไดเร็ค ช้อปปิ้ง’ บริษัทฯ จะรุกใช้สื่อโฆษณาทางทีวีดิจิทัลช่องต่างๆ พร้อมนำเทคโนโลยีแชตบอทและ AI เข้ามาใช้งาน รวมถึงพัฒนาร้านทีวี ไดเร็ค โชว์เคส ภายใต้คอนเซปต์ใหม่และแฟลกชิพสโตร์รูปแบบใหม่ภายในห้างสรรพสินค้า

ขณะที่การดำเนินธุรกิจของบริษัทในเครือ ได้วางกลยุทธ์ที่จะสร้างรายได้และผลกำไรให้แก่บริษัทแม่ เช่น ทีวีดี ช้อปปิ้งที่มีแผนเพิ่มกลุ่มสินค้าใหม่ๆ, ลาสไมล์ ไดเร็ค เตรียมนำซอฟท์แวร์มาใช้เพื่อลดต้นทุนการจัดการ, ทีวีดี โบรกเกอร์ เน้นการนำเสนอประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุมากขึ้นเพื่อรับเทรนด์ผู้สูงอายุ, เมจิก พีวอท เน้นการทำตลาดเข้าถึงลูกค้าโดยตรง, ทรี-อาร์ดี จะขยายธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มด้านการสั่งอาหาร เป็นต้น

สำหรับผลิตภัณฑ์ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 2,000 ผลิตภัณฑ์ โดยจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค, เก้าอี้นวดไฟฟ้า, น้ำยาปิดผมขาวภายใน 1 นาที, วิทยุ, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ฟอร่าบีนมผึ้งผสมถั่งเช่า รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ร่วมกันกับซัพพลายเออร์อีกหลายผลิตภัณฑ์

"ปีนี้เป็นปีที่บริษัทฯ รุกหนักมากขึ้นเพื่อผลักดันการเติบโตทุกช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้เท่าตัวเป็น 20% จากปีก่อนอยู่ที่ 10% ประกอบกับเป็นปีที่บริษัทเตรียมฉลองครบรอบ 20 ปี โดยเรามีแผนจัดแคมเปญใหญ่เพื่อสร้างยอดขายเติบโตตามเป้าหมาย" นายทรงพล กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานปี 61 กำไรสุทธิถือว่าดีที่สุดในรอบ 5 ปีนับจากปี 57 โดยมีกำไรสุทธิ 57.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 187.41% จากปี 60 ที่ขาดทุน 68.29 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 3,993.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.24% จากปีก่อนที่ทำได้ 3,329.11 ล้านบาท ปัจจัยมาจากการปรับรูปแบบโฆษณาและรายการโฮมช้อปปิ้งให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น การนำเสนอสินค้าใหม่ๆ และยอดขายช่องทางออนไลน์ที่เติบโตได้ดี


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ