ข่าวอินโฟเควสท์
12:07 "ปธน.สี จิ้นผิง" เสนอสร้างชุมชนทางทะเลเนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีกองทัพเรือจีน   นายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีและประธานคณะกรรมาธิการกลางด้านการทหาร…
12:07 ตลท. เซ็น MOU ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น สร้างความเชื่อมโยง-ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสนับสนุน SME ทั้ง 2 ประเทศ   นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จ…
12:05 FPI เผยปัจจุบันมีงานในมือ 900 ลบ.คาดรับรู้รายได้ปีนี้ราว 430 ลบ. หนุนรายได้ปีนี้โตเข้าเป้า 10%   นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟอร…
11:59 ญี่ปุ่นเตรียมหาทางรักษาเสถียรภาพพลังงาน หลังสหรัฐยกเลิกผ่อนผันนำเข้าน้ำมันอิหร่าน   รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้คำมั่นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานข…
11:58 รมว.คลังเกาหลีใต้เผยกลุ่มเจ้าหนี้"เอเชียนา แอร์ไลน์ส"เตรียมอัดฉีดเงิน 1.6 ล้านล้านวอนเพื่ออุ้มกิจการ   นายฮอง นัม กี รัฐมนตรีกระทรวงคลังเกาหลีใ…

(เพิ่มเติม) JCK เล็งเพิ่มทุน 214.7 ล้านหุ้นขาย PP รองรับขยายงานปี 62-63,ลุ้นได้เข้าพัฒนาศูนย์กลางขนส่ง-โลจิสติกส์ในนครพนม

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 20 มีนาคม 2562 15:02:37 น.

บมจ.เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล (JCK) แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันนี้ (19 มี.ค.) อนุมัติการลดทุนจดทะเบียนโดยตัดหุ้นที่ยังไม่ได้นำออกจำหน่าย หลังจากนั้นให้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2.77 พันล้านบาท จากเดิม 2.55 พันล้านบาท โดยออกหุ้นเพิ่มทุน 214.7 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายบุคคลในวงจำกัด (PP) ตามแบบมอบอำนาจทั่วไป (General mandate)

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะได้รับเงินจากการระดมทุนครั้งนี้ราว 328.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการเบื้องต้นจากราคาเสนอขายหุ้น PP โดยกำหนดให้มีส่วนลด 10% ของราคาตลาดของหุ้นบริษัท จะได้ท่ากับ 1.53 บาท/หุ้น อย่างไรก็ตามมูลค่าเงินทุนที่บริษัทจะได้รับจริงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ขึ้นอยู่กับราคาเสนอขายและจำนวนหุ้นที่เสนอขายได้ในอนาคต

สำหรับวัตถประสงค์ในการเพิ่มทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จ่ายชำระหนี้ และใช้ในการดำเนินธุรกิจและพัฒนาโครงการของบริษัทและบริษัทย่อยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และรองรับการขยายการลงทุนในอนาคตช่วงปี 62-63

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการ JCK หรือเดิมคือ TFD เปิดเผยว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงิน เพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะการเงินให้แก่บริษัทและช่วยลดภาระการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ขณะเดียวกันทำให้บริษัทมีเงินทุนเพิ่มขึ้น สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการของบริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบัน และรองรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรและแนวโน้มผลการดำเนินงานมีทิศทางที่ดีขึ้นได้

แผนการดำเนินธุรกิจปี 62 คาดว่ารายได้จากการขายที่ดินจะเป็นปัจจัยหลักที่จะสร้างรายได้ และผลักดันผลประกอบการของบริษัทให้เติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะธุรกิจนิคมฯ มีอัตรากำไรค่อนข้างสูง และปัจจุบันมีลูกค้าที่สนใจซื้อที่ดินโครงการของบริษัทอยู่หลายรายทั้งผู้ประกอบการเดิมที่อยู่ในนิคมฯ และลูกค้ารายใหม่ เนื่องจากโครงการของบริษัทเป็นนิคมฯ ที่ตั้งอยู่ในเขต EEC ประกอบมีโลเคชั่นที่ดี ติดขนานตลอดแนวถนนมอเตอร์เวย์เกือบ 4 กิโลเมตร และติดถนนบางปะกง-ฉะเชิงเทรา อีกทั้งเป็นนิคมฯ ในเขต EEC ที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุดทำให้ที่ดินของนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี มีความน่าสนใจมากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าในปี 62 จะสามารถปิดยอดขายที่ดินในนิคมทีเอฟดี 2 ได้ไม่น้อยกว่า 200 ไร่ และยังได้รับอานิสงส์จากวิกฤตสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกา ทำให้มีลูกค้ารายใหม่หลายรายจากประเทศจีนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนมาไทยอีกจำนวนมาก

ส่วนแผนขยายการลงทุนในอนาคตของธุรกิจนิคมฯ นั้น  บริษัทได้เข้าร่วมประมูลการลงทุนพัฒนาที่ดินราชพัสดุในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดนครพนม ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 1,363 ไร่ 2 งาน 17.1 วา กับกรมธนารักษ์ ซึ่งบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตในอนาคตของภูมิภาคและสามารถพัฒนายกระดับพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์

เนื่องจากจังหวัดนครพนมเป็นเส้นทางเชื่อมต่อประเทศในภูมิภาคอินโดจีน เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา และเชื่อมต่อประเทศจีนตอนใต้ผ่านสะพานมิตรภาพ 3 ที่สั้นและสะดวกที่สุด ประกอบกับพื้นที่โครงการตั้งติดกับเส้นทางรถไฟรางคู่ ขอนแก่น (บ้านไผ่) – นครพนม  รวมทั้งยังสามารถพัฒนาเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่จะส่งเสริมการพัฒนาและลงทุนกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้รับการคัดเลือกเป็นผู้พัฒนาโครงการในครั้งนี้

ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้าในประเทศอังกฤษ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาขาย Warehouse ที่เหลืออยู่อีก 1 แห่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถขายและรับรู้รายได้ไม่เกินกลางปี 62 โดยมีมูลค่าขายอยู่ประมาณ 700-800 ล้านบาท ส่วนธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าในไทย มีแนวโน้มที่ดี โดยคาดว่าในปีนี้น่าจะปล่อยเช่าพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30,000 ตร.ม. เมื่อรวมกับพื้นที่เช่าปล่อยเดิมอีกประมาณ 32,000 ตร.ม.ยอดรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 62,000 ตร.ม.

นอกจากนี้ บริษัทมีนโยบายจะขายคลังสินค้าบางส่วน เข้าไปเป็นสินทรัพย์หลักของกอง REIT ซึ่งน่าจะมีขนาดเสนอขายไม่น้อยกว่า 2,000-2,500 ล้านบาท และคาดว่ารายได้ในส่วนนี้ บริษัทจะรับรู้เข้ามาประมาณไตรมาส 4/62 หรืออย่างช้าไม่เกินกลางปี 63

ข่าวที่เกี่ยวข้อง