ข่าวอินโฟเควสท์
08:20 สรุปรายชื่อหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ตั้งแต่ 21 ต.ค.62   ตารางแสดงชื่อหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2562 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจา…
08:18 ปฏิทินหุ้น ประจำวันที่ 21 ต.ค. 2562   ปฏิทินหลักทรัพย์รวบรวมจากข่าวที่บริษัทจดทะเบียนแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ จนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2562 กันยายน 256…
08:12 ตลท.รับหลักทรัพย์ SMART-W2 เข้าซื้อขายใน mai วันที่ 22 ต.ค.62   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รับหลักทรัพย์ประเภท ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื…
08:12 เงินปอนด์ร่วงเทียบดอลล์เช้านี้ หลังรัฐสภาอังกฤษเลื่อนการตัดสินใจข้อตกลง Brexit   เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงเช้าวันนี้ หล…
07:54 KTB เผยกำไร Q3/62 ลดลง 18.9% จากงวดปีก่อน หลังตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงานกว่า 2 พันลบ. ,สินเชื่อขยายตัวหนุนรายได้โต   นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จ…

(เพิ่มเติม) JCK เล็งเพิ่มทุน 214.7 ล้านหุ้นขาย PP รองรับขยายงานปี 62-63,ลุ้นได้เข้าพัฒนาศูนย์กลางขนส่ง-โลจิสติกส์ในนครพนม

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 20 มีนาคม 2562 15:02:37 น.

บมจ.เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล (JCK) แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันนี้ (19 มี.ค.) อนุมัติการลดทุนจดทะเบียนโดยตัดหุ้นที่ยังไม่ได้นำออกจำหน่าย หลังจากนั้นให้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2.77 พันล้านบาท จากเดิม 2.55 พันล้านบาท โดยออกหุ้นเพิ่มทุน 214.7 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายบุคคลในวงจำกัด (PP) ตามแบบมอบอำนาจทั่วไป (General mandate)

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะได้รับเงินจากการระดมทุนครั้งนี้ราว 328.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการเบื้องต้นจากราคาเสนอขายหุ้น PP โดยกำหนดให้มีส่วนลด 10% ของราคาตลาดของหุ้นบริษัท จะได้ท่ากับ 1.53 บาท/หุ้น อย่างไรก็ตามมูลค่าเงินทุนที่บริษัทจะได้รับจริงอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ขึ้นอยู่กับราคาเสนอขายและจำนวนหุ้นที่เสนอขายได้ในอนาคต

สำหรับวัตถประสงค์ในการเพิ่มทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จ่ายชำระหนี้ และใช้ในการดำเนินธุรกิจและพัฒนาโครงการของบริษัทและบริษัทย่อยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และรองรับการขยายการลงทุนในอนาคตช่วงปี 62-63

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการ JCK หรือเดิมคือ TFD เปิดเผยว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงิน เพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะการเงินให้แก่บริษัทและช่วยลดภาระการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ขณะเดียวกันทำให้บริษัทมีเงินทุนเพิ่มขึ้น สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการของบริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบัน และรองรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรและแนวโน้มผลการดำเนินงานมีทิศทางที่ดีขึ้นได้

แผนการดำเนินธุรกิจปี 62 คาดว่ารายได้จากการขายที่ดินจะเป็นปัจจัยหลักที่จะสร้างรายได้ และผลักดันผลประกอบการของบริษัทให้เติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะธุรกิจนิคมฯ มีอัตรากำไรค่อนข้างสูง และปัจจุบันมีลูกค้าที่สนใจซื้อที่ดินโครงการของบริษัทอยู่หลายรายทั้งผู้ประกอบการเดิมที่อยู่ในนิคมฯ และลูกค้ารายใหม่ เนื่องจากโครงการของบริษัทเป็นนิคมฯ ที่ตั้งอยู่ในเขต EEC ประกอบมีโลเคชั่นที่ดี ติดขนานตลอดแนวถนนมอเตอร์เวย์เกือบ 4 กิโลเมตร และติดถนนบางปะกง-ฉะเชิงเทรา อีกทั้งเป็นนิคมฯ ในเขต EEC ที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุดทำให้ที่ดินของนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี มีความน่าสนใจมากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่าในปี 62 จะสามารถปิดยอดขายที่ดินในนิคมทีเอฟดี 2 ได้ไม่น้อยกว่า 200 ไร่ และยังได้รับอานิสงส์จากวิกฤตสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกา ทำให้มีลูกค้ารายใหม่หลายรายจากประเทศจีนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนมาไทยอีกจำนวนมาก

ส่วนแผนขยายการลงทุนในอนาคตของธุรกิจนิคมฯ นั้น  บริษัทได้เข้าร่วมประมูลการลงทุนพัฒนาที่ดินราชพัสดุในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดนครพนม ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 1,363 ไร่ 2 งาน 17.1 วา กับกรมธนารักษ์ ซึ่งบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตในอนาคตของภูมิภาคและสามารถพัฒนายกระดับพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์

เนื่องจากจังหวัดนครพนมเป็นเส้นทางเชื่อมต่อประเทศในภูมิภาคอินโดจีน เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา และเชื่อมต่อประเทศจีนตอนใต้ผ่านสะพานมิตรภาพ 3 ที่สั้นและสะดวกที่สุด ประกอบกับพื้นที่โครงการตั้งติดกับเส้นทางรถไฟรางคู่ ขอนแก่น (บ้านไผ่) – นครพนม  รวมทั้งยังสามารถพัฒนาเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่จะส่งเสริมการพัฒนาและลงทุนกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้รับการคัดเลือกเป็นผู้พัฒนาโครงการในครั้งนี้

ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้าในประเทศอังกฤษ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาขาย Warehouse ที่เหลืออยู่อีก 1 แห่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถขายและรับรู้รายได้ไม่เกินกลางปี 62 โดยมีมูลค่าขายอยู่ประมาณ 700-800 ล้านบาท ส่วนธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าในไทย มีแนวโน้มที่ดี โดยคาดว่าในปีนี้น่าจะปล่อยเช่าพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30,000 ตร.ม. เมื่อรวมกับพื้นที่เช่าปล่อยเดิมอีกประมาณ 32,000 ตร.ม.ยอดรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 62,000 ตร.ม.

นอกจากนี้ บริษัทมีนโยบายจะขายคลังสินค้าบางส่วน เข้าไปเป็นสินทรัพย์หลักของกอง REIT ซึ่งน่าจะมีขนาดเสนอขายไม่น้อยกว่า 2,000-2,500 ล้านบาท และคาดว่ารายได้ในส่วนนี้ บริษัทจะรับรู้เข้ามาประมาณไตรมาส 4/62 หรืออย่างช้าไม่เกินกลางปี 63

ข่าวที่เกี่ยวข้อง