จับตา UAC จุดพลุผลงานปีนี้นิวไฮ วางเป้าใหม่รายได้แตะ 5 พันลบ.ภายในปี 65 จ่อปักหมุดโรงไฟฟ้าใหม่ในเวียดนาม

ข่าวหุ้น-การเงิน 3 กันยายน พ.ศ. 2562 14:19 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.ยูเอซี โกลบอล (UAC) ประกาศเป้ารายได้ 3 ปีข้างหน้า (2565) แตะ 5 พันล้านบาท ลุยเพิ่มพอร์ตธุรกิจพลังงานทางเลือก เดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าขยะใน สปป.ลาว กำลังผลิต 6 เมกะวัตต์ แย้มมีแผนศึกษาขยายโรงไฟฟ้าในเวียดนาม พร้อมขานรับนโยบายรัฐเดินหน้าโรงไฟฟ้าชุมชน ปัดฝุ่น 19 โปรเจกต์มูลค่า 3 พันล้านบาท ด้านผลงานปีนี้มั่นใจรายได้ทะลุเป้าแตะใกล้เคียง 3 พันล้านบาท หนุนกำไรโตทุบสถิติสูงสุดใหม่

*จับตาจุดพลุรายได้-กำไรปี 62 โตทุบสถิติสูงสุด

นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูเอซี โกลบอล (UAC) เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า ผลประกอบการของ UAC ในปีนี้ถือว่าเป็นหนึ่งปีที่ดีมาก ทั้งด้านรายได้รวมและกำไรมีโอกาสเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่นับจากก่อตั้งบริษัทมา 24 ปี โดยรายได้รวมมีโอกาสเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 3,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าเดิม 2,700 ล้านบาท ขณะที่กำไรหลักก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) น่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 350 ล้านบาท และยังมีโอกาสสูงถึง 375 ล้านบาท เนื่องจากผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกเติบโตโดดเด่น รายได้รวมทะลุ 2,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิแตะ 100 ล้านบาท ใกล้เคียงทั้งปี 61 ที่มีกำไรสุทธิ 139 ล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นผลจากทั้ง 3 ธุรกิจมีการขยายตัวได้อย่างน่าพอใจประกอบด้วย ธุรกิจเทรดดิ้ง ธุรกิจด้านเคมีภัณฑ์ รวมทั้งธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจเทรดดิ้ง จึงเป็นอีกหนึ่งปีที่มียอดขายเติบโตมาก โดยกลุ่มลูกค้าโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่มีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาต่อเนื่อง เพราะเป็นรอบของการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ทำให้สารเคมีและอุปกรณ์ที่ไปใช้ในกระบวนการผลิตเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจพลังงานที่ผ่านมาได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน

นอกจากนั้น คณะกรรมการบริษัทได้ปรับแผนระยะยาว โดยเพิ่มเป้าหมายรายได้ใหม่ในปี 65 เป็น 5 พันล้านบาท จากแผนเดิมในปี 63 จะมีรายได้ 3 พันล้านบาท เนื่องจากรายได้ปีนี้ใกล้เคียง 3 พันล้านบาทแล้ว ขณะที่โครงสร้างรายได้จะเปลี่ยนไป โดยธุรกิจที่เกิดจากการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% และธุรกิจเทรดดิ้ง 50% จากในปีนี้คาดว่าธุรกิจเทรดดิ้งจะมีสัดส่วน 80% ของรายได้รวม

*เล็งปัดฝุ่นโรงไฟฟ้าชุมชน 19 โปรเจกต์ มูลค่า 3 พันลบ.

นายชัชพล กล่าวอีกว่า ภายหลังจากรัฐบาลส่งสัญญาณเตรียมผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนรอบใหม่ บริษัทมีความพร้อมดำเนินการโครงการ เนื่องจากเป็นแผนที่เคยศึกษาไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าชุมชนใน จ.เชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน 10 โรง(รวมที่แม่แตง) และในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 โรง รวมกำลังผลิตทั้งหมด 30 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนราว 3 พันล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการโรงไฟฟ้าลชุมชนอยู่แล้ว 3 โรง ได้แก่ โรงไฟฟ้าชีวภาพแม่แตง จ.เชียงใหม่ กำลังผลิต 1.5 เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว ส่วนอีก 2 โรง กำลังผลิต 3 เมกะวัตต์ใน จ.ขอนแก่น ติดปัญหาสายส่งจึงยังไม่สามารถ COD ได้ ซึ่งมองว่าหากรัฐบาลผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเกิดเป็นรูปธรรมได้สำเร็จ จะเปิดโอกาสด้านการลงทุนของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

"เงินทุนเรามีเพียงพออยู่แล้วในการขยายกิจการด้านโรงไฟฟ้าชุมชน แต่ต้องรอความชัดเจนของรัฐบาลก่อนว่าจะผลักดันโครงการออกมาเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ ตามแผนลงทุนกำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ใช้เงินลงทุนราว 100 ล้านบาท ซึ่งเราเองได้ศึกษาแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว มองว่าเป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันโรงไฟฟ้าชีวภาพแม่แตงก็ซื้อวัตถุดิบจากชุมชนเป็นมูลค่า 15 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นถ้ามีหลายๆโรงในประเทศเป็นส่วนเสริมความแข็งแกร่งให้กับชุมชนได้อีกมาก"นายชัชพล กล่าว
*ลุยโรงไฟฟ้าขยะลาว ศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าในเวียดนาม

นายชัชพล ยังกล่าวว่า นอกจากแผนขยายกิจการพลังงานทางเลือกในประเทศแล้ว บริษัทยังมีแนวทางกระจายการลงทุนในต่างประเทศ ช่วงที่ผ่านมาบริษัทเข้าลงทุนโครงการจัดการขยะเพื่อผลิตพลังงานทดแทน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ ที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อายุสัญญาสัมปทาน 45 ปี เป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทั้งชาวไทยและท้องถิ่น มีมูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งนี้ แผนขยายโครงการในเฟสแรกจะเริ่มก่อสร้างโรงคัดแยกขยะเพื่อผลิตเชื้อเพลิง RDF นำไปต่อยอดก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ขนาดกำลังผลิต 6 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าของ สปป.ลาว เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเริ่ม COD ได้ในช่วงปลายปี 63

นอกจากนั้น บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางขยายการลงทุนธุรกิจพลังงานทางเลือกในประเทศเวียดนาม เพราะปัจจุบันทางการเวียดนามมีนโยบายสนับสนุนให้เอกชนต่างชาติเข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานทางเลือกเป็นจำนวนมาก หลังจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศสูงตามการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว โดยรูปแบบการเข้าไปลงทุนจะคล้ายกับเข้าไปใน สปป.ลาว ต้องคัดเลือกพันธมิตรที่ดีและต้องศึกษาข้อมูลด้านกฎระเบียบอย่างรอบคอบ

"แม้ว่าจุดยืนเรื่องของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) เราตั้งเป้าแต่ละโครงการต้องไม่น้อยกว่า 15% แต่ความเป็นจริงโครงการที่มี IRR สูงๆค่อนข้างหายาก แต่เราก็ยังต้องเลือกโครงการที่มี IRR อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับ 10-12% ในอีกมุมก็คือการได้ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำก็สามารถเพิ่มในส่วน IRR ได้เช่นกัน ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังมีความเสี่ยง ปริมาณเงินทั่วโลกมีจำนวนมาก แต่โครงการที่ดีกลับมาน้อยลง ดังนั้นการที่เราลงทุนในโครงการพลังงานทางเลือกในโครงการที่มีศักยภาพ ก็ทำให้ได้รับต้นทุนทางการเงินในลักษณะดอกเบี้ยที่ต่ำ สร้างผลกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว"นายชัชพล กล่าว
*มองโอกาสขยายธุรกิจไบโอดีเซลขานรับนโยบายรัฐหนุนใช้ B10

นายชัชพล กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลมีแนวทางสนับสนุนปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล (B100) ในส่วนของ B20 ในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าเตรียมเปลี่ยนมาใช้ B10 ทดแทน B7 ที่ใช้ในปัจจุบันตามแผนรัฐบาลคาดมีความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี 63 ที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลประโยชน์จากการร่วมลงทุนในบริษัท บางจาก ไบโอฟูเอล จำกัด (BBF) ที่ผลิตไบโอดีเซล UAC ถือหุ้นในสัดส่วน 30% ซึ่งเชื่อว่าเห็นสัญญาณที่ดีต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีหลังตามความต้องการใช้ B100 มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าถ้ารัฐบาลปรับมาใช้ B10 จะทำให้ปริมาณความต้องการไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นอีกมาก ประกอบกับหากภาวะเศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัว ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศเพิ่มขึ้น บริษัทก็คงมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไบโอดีเซลเพิ่มเติมในอนาคต

"กำลังการผลิตไบโอดีเซลในปัจจุบันมองว่ามีเพียงพอต่อความต้องการ ในกรณีที่รัฐบาลเปลี่ยนมาใช้ B10 แต่ถ้าเกิดภาวะเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็ถือเป็นโอกาสของเราเช่นกันที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไบโอดีเซลเข้ามาในพอร์ต"นายชัชพล กล่าว
*ระมัดระวังความเสี่ยงในทุกโครงการลงทุน

นายชัชพล กล่าวว่า แต่ละโครงการลงทุนบริษัทจะดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยกระบวนการนำเสนอโครงการจะนำเรื่องเข้าให้คณะกรรมการวิเคราะห์ความเสี่ยงพิจารณาก่อน แล้วค่อยนำไปเสนอให้กับคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาในลำดับต่อไป ส่วนความเสี่ยงด้านกฎระเบียบการลงทุนในต่างประเทศ แม้ว่าจะบริหารจัดการได้ยาก แต่สิ่งที่ควบคุมได้คือการเลือกพันธมิตรที่ดี ทำให้ความเสี่ยงลดลงได้ นอกจากนั้น ต้องดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่แต่ละประเทศกำหนดไว้ รวมถึงการจ้างที่ปรึกษาในด้านต่างๆ ที่สำคัญคือต้องได้รับการยอมรับจากชุมชนด้วย

https://youtu.be/excroaAsnhQ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ