(เพิ่มเติม) PTTGC จัดงบลงทุนช่วง 5 ปี (64-68) 642 ล้านเหรียญฯเดินหน้า 3 โครงการสำคัญ

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday February 15, 2021 17:59 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.พีทีทีโกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยประมาณการลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 64-68) ของกลุ่มบริษัท มีวงเงินรวม 642 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการสำคัญได้แก่ โครงการพลาสติกไซเคิลคุณภาพสูง วงเงิน 25 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง วงเงิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 วงเงิน 158 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนโครงการอื่นๆ วงเงิน 429 ล้านเหรียญสหรัฐ

โครงการพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง บริษัทได้ดำเนินการลงทุนในโครงการพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (Recycle Plant) ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนได้แก่ บริษัท เอ็นวิค โค จำกัด (ENVICCO) โดยบริษัทถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 70% ร่วมกับ ALPHA ซึ่งถือหุ้น 30% โดยบริษัทร่วมทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลประเภท rPET และ rHDPE ด้วยกำลังการผลิต 45,000 ตันต่อปี แบ่งเป็นกำลังการผลิต rPET 30,000 ตันต่อปี และ rHPDE 15,000 ตันต่อปี บริษัทคาดว่าเริ่ม ดำเนินการเชิงพาณิชยฺได้ในไตรมาส 4/64

โครงการพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง บริษัทฯ ได้ดำเนินการลงทุนในโครงการพลาสติก วิศวกรรมชั้นสูง โดยได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนได้แก่บริษัท คุราเร่ จีซี แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ จำกัด โดยบริษัทฯ ถือหุ้น 33.4% ร่วมกับบริษัท Kuraray Co., Ltd (KRR) ถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือ 53.3% และ บริษัท Sumitomo Corporation (SC) ถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือ 13.3% โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงประเภท High Heat Resistant Polyamide-9T (PA9T) กำลังการผลิตที่ 13,000 ตันต่อปี และ Hydrogenated Styrenic Block Copolymer (HSBC) กำลังการผลิตที่ 16,000 ตันต่อปี คาดว่าเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 65

โครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 (Olefins 2 Modification Project) บริษัทฯ ได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 ซึ่งจะทำให้โรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 ของบริษัทฯ สามารถใช้โพรเพนเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้เพิ่มขึ้นโดยโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว บริษัทคาดว่าเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 1/66

PTTGC ระบุอีกว่า สำหรับแผนดำเนินงานในปี 64 คาดว่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี บริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสในด้านราคาผลิตภัณฑ์ ส่วนด้านการผลิตยังคงเป็นไปตามแผน แนวโน้มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์คาดว่าจะฟื้นตัวตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และเศรษฐกิจโดยรวมที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ส่วนต่างผลิตภัณฑ์โดยรวมจะยังคงมีปัจจัยกดดันจากอุปทานส่วนเกิน

บริษัทฯ คาดการณ์ส่วนต่างของผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับแนฟทาในปีนีจะมีทิศทางที่ดีขึ้นมาที่ 200-250 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน คาดการณ์อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำ เส้นใยและสิ่งทอ (Fiber Filament) กรดเทเรฟทาริคบริสุทธิ์ (PTA) โดยเฉพาะขวดบรรจุภัณฑ์ (PET Bottle Resin) รวมทั้งกำลังการผลิตใหม่ของโรง PTA ในปีนี้ที่จะช่วยเพิ่มความต้องการในการใช้ผลิตภัณฑฺ์พาราไซลีน สำหรับส่วนต่างของราคาเบนซีนและแนฟทาจะปรับตัวดีขึ้นมาที่ราว 100-130 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน จากกำลังการผลิตใหม่ของสไตรีนโมโนเมอร์ (SM) รวมทั้งฟีนอล ส่งผลให้มีความต้องการจาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำปรับตัวสูงขึ้นด้วย สำหรับในปีนี้บริษัทฯ คาดการณ์การใช้กำลังการผลิตของธุรกิจอะโรเมติกส์เต็มที่ที่ 102%

แนวโน้มของสถานการณ์ผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในปีนี้ คาดว่าราคาผลิตภัณฑ์จะปรับตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าจากการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดีขึ้น อุปสงค์ฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อุปทานของทั้งโรงโอเลฟินส์และโรงโพลิเมอร์จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากกำลังการผลิตใหม่ ๆ และการฟื้นตัวของโรงกลั่น โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติด HDPE ในปีนี้จะอยู่ที่ราว 960-1,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ HDPE กับแนฟทาอยู่ที่ 500-510 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

ในขณะที่สถานการณ์ราคา MEG คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม่ว่าปริมาณอุปทานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังได้ปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์การใช้งานของตลาดผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเส้นใยและสิ่งทอที่คาดว่าจะฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ บริษัทฯ คาดว่าราคา MEG (ASP) ในปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 510-570 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

บริษัทคาดการณ์การใช้กำลังการผลิตในปีหน้าของธุรกิจโอเลฟินส์จะอยู่ที่ 94% จากแผนการการปิดซ่อมบำรุงของโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 3 ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3/64 เป็นเวลา 39 วันและคาดการณ์การใช้กำลังการผลิตของธุรกิจโพลิเมอร์จะอยู่ที่ 105%

อนึ่ง บริษัทคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้จะอยู่ที่เฉลี่ย 54-56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ