ราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นวันที่ 3 ในวันนี้ เนื่องจากตลาดมีความกังวลต่อมูลค่าของสกุลเงินต่างๆรวมถึงเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง หลังรัฐบาลทั่วโลกกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ซึ่งภาวะเช่นนี้กระตุ้นให้นักลงทุนแห่ซื้อขายในตลาดโลหะมีค่ามากขึ้น จิม โรเจอร์ นักลงทุนชื่อดังกล่าวว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ใน 10 ปีข้างหน้า โดยราคาทองคำแท่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเคลื่อนไหวแตะระดับสูงสุดที่ 1,051.51 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังดัชนีเงินดอลลาร์ร่วงลง 6.3% ในปีนี้ ซึ่งเขาอาจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทองคำมากขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางปัจจัยหนุนหลายประการที่บ่งชี้ว่า ขณะนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บทองคำไว้ในพอร์ทการลงทุน
บลูมเบิร์กรายงานว่า ณ เวลา 09:57 น.ตามเวลาสิงคโปร์ ราคาทองคำเทรดที่ระดับ 1,050.19 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งทะยานขึ้น 16% จากปีที่ผ่านมา ส่วนราคาทองคำงวดส่งมอบเดือนธ.ค.พุ่ง 0.8% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,052.50 ดอลลาร์/ออนซ์
ด้านเบน เวสท์มอร์ นักวิเคราะห์จากเนชั่นแนล ออสเตรเลีย แบงก์กล่าวว่า "ราคาทองคำแกว่งตัวสูงขึ้นเพราะนักลงทุนต้องการซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงในช่วงนี้ แต่ในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำจะปรับตัวลดลง"
ขณะเดียวกัน ฟิลิป กอทเฮล์ฟ ประธานบริษัท Equidex Brokerage Group Inc. กล่าวว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐกำลังเพิ่มสัดส่วนการขายตราสารหนี้ในตลาด หลังจากที่ได้กู้เงินมาใช้ในการพลิกฟื้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้จุดกระแสคาดการณ์ว่า ปริมาณเงินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวลดมูลค่าสกุลเงินดอลลาร์และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้เพิ่มการถือครองทองคำอีก 8.8 เมตริกตันมาเป็น 1,109.31 ตัน ณ วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา