ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันจันทร์ (5 ม.ค.) โดยดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 600 จุดเป็นครั้งแรก หลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลา ซึ่งยกระดับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และดึงดูดนักลงทุนเข้าสู่หุ้นกลุ่มกลาโหม
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 601.76 จุด เพิ่มขึ้น 5.62 จุด หรือ +0.94%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,211.50 จุด เพิ่มขึ้น 16.29 จุด หรือ +0.20%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,868.69 จุด เพิ่มขึ้น 329.35 จุด หรือ +1.34% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,004.57 จุด เพิ่มขึ้น 53.43 จุด หรือ +0.54%
การดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปหลังวันหยุดสะท้อนมุมมองของตลาดว่า งบประมาณด้านกลาโหมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเชิงโครงสร้าง แม้ภาคส่วนนี้จะเพิ่งอ่อนตัวลงก่อนหน้านี้จากกระแสคาดการณ์การหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครน
ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปิดเหนือระดับ 600 จุดเป็นครั้งแรก และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มกลาโหมพุ่งขึ้น 4.1% แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือน
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า การเข้าทดสอบระดับ 600 จุดสะท้อนว่า แม้โลกจะเผชิญความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาด
หุ้นกลุ่มปลอดภัยขนาดใหญ่อย่าง Nestle และ Unilever ร่วงลงเกือบ 3% เท่ากัน โดยกดดันการปรับขึ้นของตลาด ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มโดยรวมลดลง 1.4%
ดัชนีพลังงานยุโรปเพิ่มขึ้น 0.8% หลังราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 1% โดยนักลงทุนประเมินผลกระทบที่อาจเกิดกับการไหลเวียนของน้ำมัน จากการที่สหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก
กลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 3.7% และกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานพุ่งขึ้น 2.3%
ดัชนีหุ้นเยอรมนีทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน และเพิ่มขึ้น 1.3% โดย Rheinmetall ผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นตัวนำตลาด พุ่งขึ้น 9.3%
นอกเหนือจากการติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลา นักลงทุนยังจับตาธนาคารกลางและข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศ เพื่อประเมินจังหวะการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ขณะเดียวกัน หุ้นเหมืองแร่ อาทิ Glencore, Rio Tinto และ Anglo American ได้แรงหนุนจากราคาทองแดงที่ปรับตัวสูงขึ้น
หุ้น ASML ผู้จัดหาอุปกรณ์ผลิตชิปคอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก พุ่งขึ้น 6.8% หลังนักวิเคราะห์ของ Bernstein ปรับคำแนะนำเป็น outperform จาก market perform และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 1,300 ยูโร จากเดิม 800 ยูโร