ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันอังคาร (27 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้น HSBC และหุ้นธนาคารขนาดใหญ่รายอื่น ๆ ในสัปดาห์ที่อัดแน่นไปด้วยการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธนี้
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,207.80 จุด เพิ่มขึ้น 58.95 จุด หรือ +0.58%
ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้น 2.4% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2551 ขณะที่หุ้น HSBC พุ่งขึ้น 2.9% ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของธนาคารรายนี้ทะลุระดับ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสั้น ๆ
ดัชนีหุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าร่วงลง 5.2% หลังจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในการซื้อขายวันจันทร์
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนในช่วงเย็นวันอังคาร นับเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำอังกฤษในรอบ 8 ปี โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูความสัมพันธ์และลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ซึ่งมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
ความกังวลด้านการค้ายังคงมีอยู่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้เมื่อไม่นานมานี้ โดยขณะนี้นักลงทุนกำลังจับตาผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับภาวะธุรกิจ ซึ่งรวมถึงผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้
อีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจคือการประชุมนโยบายการเงินของเฟดซึ่งเริ่มขึ้นในวันอังคารและจะสิ้นสุดในวันพุธ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม
นอกจากนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า ธนาคารกลางอังกฤษจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75% ในเดือนก.พ.
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ราคาสินค้าที่ร้านค้าปลีกในสหราชอาณาจักรปรับตัวขึ้นในเดือนนี้ด้วยอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2567 โดยได้แรงหนุนจากราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร เฟอร์นิเจอร์ เฮลท์แคร์ และความงามที่ปรับตัวขึ้น
ในบรรดาหุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น หุ้น Dr. Martens ร่วงลง 11.6% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2568 ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดของหุ้นขนาดกลาง หลังผู้ผลิตรองเท้าบูตรายนี้คาดการณ์ว่ารายได้ทั้งปีจะเติบโตในวงจำกัด หลังยอดขายไตรมาส 3 ปรับตัวลดลง