ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันพุธ (28 ม.ค.) โดยถูกกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มสินค้าหรูหรา ขณะที่นักลงทุนยังคงระมัดระวังก่อนการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง และการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 608.51 จุด ลดลง 4.60 จุด หรือ -0.75%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,066.68 จุด ลดลง 86.14 จุด หรือ -1.06%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,822.79 จุด ลดลง 71.65 จุด หรือ -0.29% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,154.43 จุด ลดลง 53.37 จุด หรือ -0.52%
หุ้นกลุ่มสินค้าหรูเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด และเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน
หุ้น LVMH เจ้าของแบรนด์ Louis Vuitton และ Tiffany ร่วงลงอย่างรุนแรง หลังจาก แบร์นาร์ อาร์โนลต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า บริษัทมีมุมมองอย่างระมัดระวังต่อแนวโน้มธุรกิจในปีนี้
หุ้น Kering เจ้าของแบรนด์ Gucci ร่วงลง ขณะที่หุ้น Moncler และหุ้น Hermes ก็ปรับตัวลงเช่นกัน
นักลงทุนยังเตรียมรับฟังการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสจาก Meta และ Microsoft โดยรายงานดังกล่าวจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในประเด็นที่ผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) นำเทคโนโลยีมาสร้างรายได้ ท่ามกลางช่วงเวลาที่การใช้จ่ายของภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูงและทำให้ตลาดผันผวน
ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมชิป ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของอุปสงค์ในระยะใกล้ หลังรายงานยอดคำสั่งซื้อไตรมาส 4 ที่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี ความระมัดระวังโดยรวมต่อภาคส่วนดังกล่าวยังคงกดดันให้ราคาหุ้นปิดลดลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดีดตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่
หุ้น Deutsche Bank ปรับตัวลง หลังตำรวจเข้าตรวจค้นสำนักงานของธนาคารในแฟรงก์เฟิร์ตและเบอร์ลิน จากการสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ตามการเปิดเผยของอัยการในแฟรงก์เฟิร์ต
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจนั้น เยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้และปีหน้า โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการค้าโลก และผลของมาตรการทางเศรษฐกิจและการคลังที่ออกมาช้ากว่าคาด
ความสนใจของตลาดมุ่งไปที่การตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งคาดกันอย่างกว้างขวางว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม โดยนักลงทุนให้ความสำคัญกับความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดปริวรรตเงินตราอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้ส่งออกยุโรป โดยเงินยูโรแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว และแตะระดับ 1.20 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันอังคาร ซึ่งระดับดังกล่าวถูกมองว่าเป็นจุดที่ผู้กำหนดนโยบายเริ่มรู้สึกกดดัน