ทางการอินโดนีเซียเร่งดำเนินมาตรการด่วนในวันนี้ (29 ม.ค.) เพื่อสกัดกั้นภาวะเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น และรับมือความเสี่ยงจากการถูกปรับลดสถานะลงสู่ "ตลาดหุ้นชายขอบ" (Frontier Market) หลังตลาดเผชิญแรงเทขายอย่างหนักเกือบ 9% ภายในเวลาเพียงสองวัน
ภาวะตลาดดิ่งเหวครั้งนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก MSCI บริษัทจัดทำดัชนีชั้นนำระดับโลก ประกาศว่าจะระงับการเพิ่มจำนวนหลักทรัพย์ใหม่ของอินโดนีเซียในดัชนี MSCI Emerging Markets และระงับการเพิ่มจำนวนหลักทรัพย์หมุนเวียนที่นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ โดยระบุถึงปัญหาด้านความน่าลงทุน และความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับกรณีการฮั้วกันเพื่อปั่นราคาหุ้น
หากอินโดนีเซียไม่สามารถดำเนินการให้มีความคืบหน้าด้านความโปร่งใสได้อย่างเพียงพอภายในเดือนพ.ค. MSCI จะทำการประเมินความสามารถในการเข้าถึงตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียอีกครั้ง ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลให้มีการปรับลดน้ำหนักของหลักทรัพย์อินโดนีเซียทั้งหมดในดัชนี MSCI Emerging Markets และอาจถึงขั้นถูกปรับลดสถานะเป็นตลาดหุ้นชายขอบ
ปัจจุบันเงินทุนต่างชาติไหลออกจากอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อนโยบายของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ขยายยอดขาดดุลการคลังและเพิ่มบทบาทภาครัฐในตลาดการเงินมากขึ้น
นอกจากนี้ การแต่งตั้ง โทมัส จีวานโดโน หลานชายของปธน.ปราโบโว เข้าดำรงตำแหน่งในธนาคารกลางอินโดนีเซียเมื่อช่วงต้นเดือน ต่อเนื่องจากการสั่งปลด ศรี มุลยานี อินดราวาตี ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลังอย่างกะทันหันเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการบริหารจัดการการคลัง และกดดันให้ค่าเงินรูเปียห์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ดัชนีหุ้นอินโดนีเซียเริ่มฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงท้ายวันพฤหัสบดี หลังจากหน่วยงานกำกับดูแลเปิดเผยมาตรการหลายฉบับ รวมถึงการปรับเพิ่มเกณฑ์สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ของบริษัทจดทะเบียนขึ้นหนึ่งเท่าตัวเป็น 15% เพื่อตอบโจทย์ข้อกังวลของ MSCI
ดัชนี Jakarta Composite (JCI) ลดช่วงลบลงมาปิดที่ -1.06% จากช่วงเช้าที่ดิ่งหนักถึง 8% จนต้องประกาศพักการซื้อขายชั่วคราว ต่อเนื่องจากวันพุธ (28 ม.ค.) ที่ร่วงลงไป 7.4% ด้านค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง 0.4% มาอยู่ที่ 16,770 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ 16,985 รูเปียห์
มาเฮนดรา ซิเรการ์ ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (OJK) แถลงว่า การสื่อสารกับ MSCI เป็นไปในทิศทางที่ดี และกำลังรอผลตอบรับต่อข้อเสนอมาตรการต่าง ๆ โดยหวังว่าจะเริ่มบังคับใช้และแก้ปัญหานี้ให้จบภายในเดือนมี.ค.
"เราจะแยกนักลงทุนกลุ่มองค์กรและกลุ่มอื่น ๆ ออกจากการคำนวณ Free Float พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลการถือหุ้นทั้งในระดับที่สูงกว่าและต่ำกว่า 5% ของทุกประเภทการลงทุนให้ชัดเจนขึ้น" มาเฮนดรากล่าวอย่างไรก็ตาม โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) และ UBS ได้ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในหุ้นอินโดนีเซียลงในวันพฤหัสบดี หลัง MSCI เตือนเรื่องการลดชั้นสถานะตลาดหุ้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะบีบให้กองทุนประเภท Passive Fund ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนี MSCI ทั่วโลกต้องเทขายหุ้นอินโดนีเซียออกมาทันที เช่นเดียวกับผู้จัดการกองทุนแบบ Active Fund ที่ต้องขายหุ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน
โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า หากถูกลดชั้นจริง อาจมีเงินทุนไหลออกระหว่าง 2.2 พันล้านดอลลาร์ ถึง 7.8 พันล้านดอลลาร์ แม้จะมองว่าโอกาสเกิดขึ้นยังมีน้อยก็ตาม ส่วน UBS ปรับลดน้ำหนักการลงทุนลงสู่ระดับ "Neutral"
ทั้งนี้ หากอินโดนีเซียถูกลดชั้นสู่ "ตลาดหุ้นชายขอบ" (Frontier Market) จะส่งผลให้ระดับความน่าเชื่อถืออยู่เท่ากับบังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา และเวียดนาม โดยนักกลยุทธ์จากโกลด์แมน แซคส์ คาดว่าตลาดยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความท้าทายหลายด้าน ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอ สินเชื่อชะลอตัว และยอดขาดดุลการคลังที่จ่อทะลุเพดานกฎหมาย 3% ของ GDP
ข้อมูลจาก LSEG เผยว่าในปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นอินโดนีเซียไปแล้วกว่า 13.96 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 834 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นสถิติเงินทุนไหลออกที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และสถานการณ์ดังกล่าวยังคงลุกลามต่อเนื่องมาจนถึงเดือนม.ค. นี้