ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบ 179.09 จุด หลัง "วอร์ช" คุมเฟด-เงินเฟ้อกดดันตลาด

ข่าวต่างประเทศ Saturday January 31, 2026 06:33 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (30 ม.ค.) หลังนักลงทุนประเมินว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่แทน เจอโรม พาวเวล เป็นการเลือกบุคคลที่มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินแบบคุมเข้ม นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,892.47 จุด ลดลง 179.09 จุด หรือ -0.36%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,939.03 จุด ลดลง 29.98 จุด หรือ -0.43% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,461.82 จุด ลดลง 223.30 จุด หรือ -0.94%

ในรอบสัปดาห์นี้ ดาวโจนส์ลดลง 0.4%, S&P500 เพิ่มขึ้น 0.3% และ Nasdaq ลดลง 0.2%

ส่วนในเดือนม.ค. ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 1.7% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายเดือนติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 1.4% และดัชนี Nasdaq บวก 0.9%

นอกจากการประเมินความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ รวมถึงอิหร่านแล้ว นักลงทุนยังกังวลต่อความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะถูกชัตดาวน์อีกครั้ง หลังเกิดอุปสรรคใหม่ในวุฒิสภาต่อข้อตกลงที่จะทำให้หน่วยงานภาครัฐได้รับงบประมาณดำเนินงานต่อเนื่อง

วอร์ช วัย 55 ปี คาดว่าจะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่จะไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงรุกเหมือนผู้ได้รับการเสนอชื่อรายอื่น ๆ เมื่อวาระของพาวเวลจะสิ้นสุดในเดือนพ.ค. หากวุฒิสภารับรอง วอร์ชจะเข้าบริหารธนาคารกลางที่เขาเคยแสดงความเห็นว่าควรลดบทบาทในระบบเศรษฐกิจและทบทวนแนวทางนโยบายการเงิน

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดกำลังปรับตัวรับการเลือกเควิน วอร์ช และแนวโน้มนโยบายการเงิน โดยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในวันศุกร์ ขณะที่โลหะมีค่าถูกเทขายอย่างหนัก

ด้านผลประกอบการนั้น หุ้น Apple ฟื้นตัวปิดบวกหลังจากลดลงก่อนหน้านี้ หลังผู้ผลิต iPhone เปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนธ.ค. บ่งชี้ว่า เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ความกังวลของนักลงทุนมาจากหลายปัจจัย ทั้งการประกาศชื่อประธานเฟดคนใหม่, ผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีที่ออกมาคละเคล้ากัน, แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังมีอยู่ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการชัตดาวน์ของรัฐบาล

หุ้นกลุ่มวัสดุนำการปรับตัวลงใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P500 โดยลดลง 1.9% หลังหุ้นเหมืองทองคำและโลหะเงินที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ดิ่งลงตามการเทขายทองคำและโลหะเงินอย่างหนัก

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 1.4% ขณะที่หุ้น Colgate-Palmolive พุ่งขึ้น 5.9% หลังผู้ผลิตยาสีฟันและสบู่คาดการณ์ยอดขายทั้งปีสูงกว่าที่วอลล์สตรีทประเมิน จากอุปสงค์สินค้าจำเป็นในครัวเรือนที่แข็งแกร่งในตลาดอย่างลาตินอเมริกาและยุโรป

บรรดานักลงทุนตอบรับรายงานผลประกอบการของบริษัทเมกะแคปในสัปดาห์นี้แบบคละเคล้ากัน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า การใช้จ่ายด้านการลงทุนจำนวนมหาศาลจะได้รับการยอมรับตราบเท่าที่การเติบโตยังดำเนินต่อไป

หุ้น Apple ปิดบวก 0.46% หลังเปิดเผยคาดการณ์รายได้ไตรมาสเดือนมี.ค. จะเติบโตสูงกว่าคาดถึง 16% แต่เตือนว่าราคาชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นเริ่มกดดันความสามารถในการทำกำไร

หุ้น Microsoft ปิดลดลง 0.7% หลังจากร่วงลงก่อนหน้านี้ 10% ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มี.ค. 2563 หลังรายได้จากธุรกิจคลาวด์ไม่ได้สร้างความพอใจ ขณะที่หุ้น Meta ร่วงลง 3%

หุ้น Tesla พุ่งขึ้น 3.3% ในวันศุกร์ หลังมีรายงานว่า SpaceX กำลังสำรวจข้อตกลงกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายดังกล่าวและบริษัทอื่น ๆ ภายใต้การบริหารของ อีลอน มัสก์

หุ้น Verizon Communications พุ่งขึ้น 11.8% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรและกระแสเงินสดอิสระทั้งปีสูงกว่าที่ตลาดคาด จากการจัดโปรโมชันเชิงรุกในช่วงเทศกาลปลายปีที่ช่วยให้จำนวนผู้ใช้บริการไร้สายรายไตรมาสเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปี

หุ้น SanDisk พุ่งขึ้น 6.9% หลังคาดการณ์ไตรมาส 3 ดีกว่าที่คาด เนื่องจาก AI หนุนความต้องการจัดเก็บข้อมูล แต่หุ้น KLA Corp ร่วงลง 15.2% แม้บริษัททำกำไรและรายได้ไตรมาส 2 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ก็ตาม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ