ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันศุกร์ (30 ม.ค.) และทำสถิติปรับตัวขึ้นรายเดือนยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 หลังนักลงทุนประเมินผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ และข่าวที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของธนาคารกลาง
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 611.00 จุด เพิ่มขึ้น 3.86 จุด หรือ +0.64%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,126.53 จุด เพิ่มขึ้น 55.17 จุด หรือ +0.68% , ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,538.81 จุด เพิ่มขึ้น 229.35 จุด หรือ +0.94% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,223.54 จุด เพิ่มขึ้น 51.78 จุด หรือ +0.51%
ดัชนี STOXX 600 ปิดเดือนม.ค.ด้วยการปรับตัวขึ้น 3% นับเป็นการปรับขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7
หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้น 1.7% โดยหุ้น Caixabank พุ่งขึ้น 6.7% หลังธนาคารสเปนรายนี้คาดว่ารายได้จากการปล่อยสินเชื่อและกำไรจะเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า
นักลงทุนยังรู้สึกคลายกังวล หลังเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำของเจอโรม พาวเวล จะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ค. โดยมุมมองของวอร์ชจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ท่ามกลางแรงผลักดันจากทำเนียบขาวให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยในอดีตนั้น วอร์ชไม่ได้สนับสนุนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณมากนัก
ด้านผลประกอบการนั้น บริษัทในยุโรปยังคงทยอยประกาศอย่างคึกคัก
หุ้น Swatch ผู้ผลิตนาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ พุ่งขึ้น 13.4% หลังเปิดเผยว่า ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.7% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว
หุ้น Adidas ผู้ผลิตชุดกีฬาจากเยอรมนี พุ่งขึ้น 4% หลังประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1 พันล้านยูโร (1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และรายงานยอดขายสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2568
หุ้น Alten บริษัทที่ปรึกษาจากฝรั่งเศส พุ่งขึ้น 16.7% และทำสถิติปรับขึ้นรายวันที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต.ค. 2545 หลังรายงานว่ารายได้ลดลงในปี 2568 น้อยกว่าที่ตลาดกังวล
อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วบริษัทในดัชนี STOXX 600 คาดว่าจะรายงานกำไรรายไตรมาสลดลง 3.9% เมื่อเทียบรายปี เนื่องจากภาคธุรกิจต้องรับมือกับแรงกดดันจากภาษีศุลกากร และการแข็งค่าของยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มสินค้าหรูหราและเทคโนโลยีบางแห่งสร้างความผิดหวังให้ตลาดในสัปดาห์นี้ โดยในวันศุกร์ หุ้น Signify ผู้ผลิตหลอดไฟรายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วงลง 17.1% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. หลังรายงานผลประกอบการประจำปีออกมาอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้