ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์ (2 ก.พ.) หลังนักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มเฮลท์แคร์ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มโลหะในตลาดโลก
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,341.56 จุด เพิ่มขึ้น 118.02 จุด หรือ +1.15%
ดัชนีหุ้นเหมืองโลหะมีค่าปรับตัวลง 1.8% ปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ โดยหุ้น Endeavour Mining และหุ้น Fresnillo เป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนีอ้างอิง โดยร่วงลงเกือบ 2.6% และ 0.9% ตามลำดับ
แรงเทขายเริ่มต้นขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอชื่อ เควิน วอร์ช ให้รับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการเทขายสถานะการลงทุนที่ใช้เงินกู้เป็นจำนวนมาก
ความระมัดระวังในตลาดผลักดันให้นักลงทุนหันไปลงทุนในหุ้นเชิงป้องกันความเสี่ยง ซึ่งมักทำผลงานได้ดีกว่าในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว โดยหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์พุ่งขึ้น 2.6% หลังได้แรงหนุนจากหุ้น AstraZeneca ที่พุ่งขึ้น 3.2%
หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 โดยปรับขึ้น 2% ขณะที่หุ้น Barclays และหุ้น NatWest Group พุ่งขึ้นราว 2.7% ทั้งคู่
นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า การปิดตลาดทำสถิติใหม่ของ FTSE 100 สะท้อนถึงบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ดีขึ้น ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแรงเทขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และช่วยหนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและยุโรป
สัญญาณความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังจุดชนวนแรงขายในตลาดน้ำมันดิบ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลง 0.4% โดยหุ้น Shell และหุ้น BP ลดลง 0.5% และ 0.4% ตามลำดับ
ประเด็นที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้คือการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75% และอาจยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับช่วงเวลาของการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากต้องการรอแนวโน้มเงินเฟ้อที่ชัดเจนกว่านี้
ผลสำรวจล่าสุดระบุว่า ธุรกิจในสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มวางแผนปรับขึ้นค่าจ้างในปีนี้ในช่วง 3% ถึง 3.49% ซึ่งสูงกว่าระดับที่ผู้กำหนดนโยบายบางส่วนของธนาคารกลางอังกฤษเห็นว่าเหมาะสม ขณะที่พยายามนำเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย