ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงเล็กน้อยในวันศุกร์ (13 ก.พ.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจสร้างความปั่นป่วนต่อภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันนักลงทุนยังประเมินผลประกอบการบริษัทและข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาแบบผสมผสาน
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 617.70 จุด ลดลง 0.82 จุด หรือ -0.13%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,311.74 จุด ลดลง 28.82 จุด หรือ -0.35%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,914.88 จุด เพิ่มขึ้น 62.19 จุด หรือ +0.25% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,446.35 จุด เพิ่มขึ้น 43.91 จุด หรือ +0.42%
ดัชนี STOXX 600 ปิดลดลงในวันศุกร์ แต่ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ดัชนียังบวกเล็กน้อย 0.09% แม้เผชิญความผันผวนสูง
นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนม.ค. ที่ผ่านมา การเปิดตัวเครื่องมือ AI รุ่นใหม่จำนวนมากได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการเงินโลก นักลงทุนพยายามประเมินผลกระทบของโมเดลใหม่ต่อธุรกิจแบบดั้งเดิม ในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว
ผลประกอบการที่น่าผิดหวังด้านอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท Cisco Systems ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับตลาด
จนถึงขณะนี้ บริษัทด้านโลจิสติกส์ บริษัทประกัน ผู้ให้บริการดัชนี บริษัทซอฟต์แวร์ และผู้จัดการสินทรัพย์ในยุโรป เป็นกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันจากแรงขายมากที่สุด
ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารของยุโรปร่วงลง 5.4% ในสัปดาห์นี้ นำการปรับตัวลงของตลาด และถือเป็นการลดลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 10 เดือน
แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 1.7% ในวันศุกร์ แต่ตลอดทั้งสัปดาห์ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด
นักวิเคราะห์ตลาดการเงินอาวุโสจาก Capital.com ระบุว่า ประเด็นหลักในเวลานี้คือการลงทุนใน AI ที่มากเกินไป ระดับมูลค่าหุ้น และความเสี่ยงจากการถูกดิสรัปชัน โดยบริษัทด้าน AI กำลังใช้จ่ายจำนวนมากและเพิ่มภาระหนี้เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินทุนอาจลดลง
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ตัวเลขราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนม.ค. เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์เล็กน้อยว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย.
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากฝั่งสหภาพยุโรประบุว่า ดุลการค้าของสหภาพยุโรปยังคงหดตัวลง เนื่องจากมาตรการภาษีส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นเบียดบังการผลิตภายในประเทศ
ในด้านผลประกอบการ มีสัญญาณบรรเทาความกังวล โดยข้อมูลที่ LSEG รวบรวมระบุว่า ผลกำไรรายไตรมาสของบริษัทในยุโรปขณะนี้คาดว่าจะลดลง 1.1% เมื่อเทียบรายปี ดีขึ้นจากที่เคยคาดว่าจะลดลง 4% ก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม นี่ยังคงถูกคาดว่าจะเป็นผลการดำเนินงานด้านกำไรที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 7 ไตรมาส เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ต้องรับมือกับภาษีของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง
หุ้นกลุ่มกลาโหมพุ่งขึ้น 3.3% นำการปรับตัวขึ้นของตลาดในวันศุกร์ โดยหุ้น Safran พุ่งขึ้น 8.3% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังคาดการณ์รายได้และกำไรจะเพิ่มขึ้นในปี 2569
หุ้น Capgemini พุ่งขึ้น 5.1% หลังบริษัทไอทีของฝรั่งเศสรายงานรายได้ทั้งปีสูงกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้
ในทางกลับกัน หุ้น L'Oreal ร่วงลง 4.9% หลังเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Maybelline มียอดขายไตรมาส 4 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ขณะที่ดัชนีกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือนโดยรวมลดลง 0.8%