ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันศุกร์ (27 ก.พ.) และทำสถิติปรับตัวขึ้นในเดือนก.พ.ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 หลังบริษัทจดทะเบียนรายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ร่วงลงท่ามกลางความกังวลด้านสินเชื่อและผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 633.85 จุด เพิ่มขึ้น 0.67 จุด หรือ +0.11%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,580.75 จุด ลดลง 40.18 จุด หรือ -0.47%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,284.26 จุด ลดลง 4.76 จุด หรือ -0.02%และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,910.55 จุด เพิ่มขึ้น 63.85 จุด หรือ +0.59%
ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้น 0.5% ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ และปรับขึ้นรายเดือนยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 2555-2556
อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลง 1.7% ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นการลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์ โดยหุ้น Barclays ร่วงลง 4.2% หลังมีรายงานข่าวว่า ธนาคารหลายแห่งอาจเผชิญความเสียหายจากการล่มสลายของบริษัท Market Financial Solutions (MFS) ผู้ให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสหราชอาณาจักร
หุ้น Santander ร่วงลง 2.8% เนื่องจากบริษัทถือครอง Atlas SP Partners ซึ่งเป็นผู้ปล่อยกู้ให้กับ MFS ร่วมกับธนาคารอื่น ๆ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสเปนซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มการเงินสูง ปรับตัวลง 0.7% และให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหลักอื่น ๆ
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ความตึงเครียดล่าสุดในตลาดสินเชื่อเอกชนที่เชื่อมโยงกับแรงเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ในเดือนนี้ กำลังถูกซ้ำเติมด้วยความกังวลเกี่ยวกับความไม่ปกติที่อาจเกิดขึ้นในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ตลอดเดือนก.พ. ตลาดถูกกดดันจากความกังวลว่า เครื่องมือ AI รุ่นใหม่อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจดั้งเดิมและกระทบต่อกำไร รวมถึงความไม่แน่นอนด้านการค้า หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในยุโรปที่ดีขึ้น โดยการรายงานผลประกอบการของ HSBC, Nestle และ Capgemini ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน
นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มปลอดภัยในภาวะตลาดผันผวน โดยปรับตัวขึ้น 1% และ 1.5% ตามลำดับ
ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น Melrose ร่วงลง 11.6% หลังบริษัทเจ้าของ GKN Aerospace ส่งสัญญาณว่า รายได้ในปี 2569 จะอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานของทั้งอุตสาหกรรมยังคงดำเนินต่อไป
IAG เจ้าของสายการบิน British Airways รายงานกำไรทั้งปีสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นร่วงลง 7.4% พร้อมกับหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและนันทนาการซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 3%
หุ้นบริษัทสั่งอาหารออนไลน์ Delivery Hero ร่วงลง 4.4% หลังรายงานมูลค่าสินค้ารวมทั้งหมดที่ขายผ่านแพลตฟอร์มตลอดทั้งปีต่ำกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย
หุ้น Swiss Re พุ่งขึ้น 3.7% หลังบริษัทรับประกันภัยต่อรายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 47% สูงกว่าที่ตลาดคาด และประกาศแผนซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติมมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ