ตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบในวันนี้ (2 มี.ค.) โดยดัชนีนิกเกอิดิ่งลงกว่า 2% ในช่วงหนึ่ง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 58,057.24 จุด ร่วงลง 793.03 จุด หรือ -1.35%
หุ้นที่ร่วงลงนำตลาด ได้แก่ หุ้นกลุ่มขนส่งทางอากาศ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มธนาคาร
ทั้งนี้ หุ้นเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเผชิญแรงเทขาย ในขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินก็ได้รับแรงกดดันตามทิศทางตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ปิดลบเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน
ดัชนีนิกเกอิร่วงลงอย่างหนักกว่า 1,500 จุดในระหว่างการซื้อขายช่วงเช้า หลังสื่อรายงานว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซและน้ำมันที่สำคัญ ได้ถูกปิดลงในทางปฏิบัติแล้ว อันเป็นผลมาจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการตอบโต้จากทางอิหร่าน
อย่างไรก็ดี ดัชนีนิกเกอิสามารถลดช่วงลบลงได้บ้าง หลังจากนักลงทุนเห็นว่าราคาน้ำมันเริ่มย่อตัวลง แม้ว่าสัญญาน้ำมันดิบสหรัฐฯ จะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 75 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) ก็ตาม
วาตารุ อากิยามะ นักกลยุทธ์จากแผนกเนื้อหาการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ (Nomura Securities) ระบุว่า "ตลาดหุ้นร่วงลงเนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน"
ดีลเลอร์เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นได้ดีดตัวขึ้นในเวลาต่อมา ขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้ลดช่วงบวกบางส่วน โดยดัชนีนิกเกอิฟื้นตัวขึ้นกว่า 1,000 จุด ก่อนที่จะร่วงลงมาอีกครั้ง
มาซาฮิโระ ยามากูจิ หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุนของธนาคารเอสเอ็มบีซี ทรัสต์ (SMBC Trust Bank) กล่าวว่า "แทนที่แรงเทขายจะยุติลง แต่ดูเหมือนว่าความวิตกกังวลยังคงคุกรุ่นอยู่ ปัญหาในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริงด้วย"