อิรักและซีเรียลงนามข้อตกลงเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) เพื่อฟื้นฟูท่อส่งน้ำมัน ซึ่งจะเป็นเส้นทางทางเลือกสำหรับการขนส่งน้ำมันแทนช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการเดินเรือในเส้นทางดังกล่าว
ข้อตกลงดังกล่าวมีการลงนามระหว่างการประชุมสุดยอดหอการค้าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งจัดขึ้นเกี่ยวกับการลงทุนของสหรัฐฯ ในอิรัก โดยมี คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เป็นประธานในพิธีลงนามระหว่างบาสเซม อับดุล คาริม นาสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Basra Oil Company และยูเซฟ คับลาวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Syrian Petroleum Company
ไรท์กล่าวก่อนพิธีลงนามว่า อิรักยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนา ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ลดการพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นภัยคุกคาม และสร้างเสรีภาพ ความมั่งคั่ง รวมถึงพลังงานที่เพียงพอให้กับประเทศ
อาลี อัล-ไซดี นายกรัฐมนตรีอิรัก เดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ และได้เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.)
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวมีเส้นทางจากเมืองเคอร์คุกทางตอนเหนือของอิรัก ไปยังชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของซีเรีย โดยสามารถรองรับการขนส่งน้ำมันได้สูงสุด 700,000 บาร์เรลต่อวัน
ท่อส่งน้ำมันเส้นนี้ถูกปิดใช้งานนับตั้งแต่ได้รับความเสียหายระหว่างที่สหรัฐฯ บุกอิรักในปี 2546
อิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่มโอเปก ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการหยุดชะงักของการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เนื่องจากปัจจุบันอิรักต้องพึ่งพาท่าเรือบาสราในอ่าวเปอร์เซียเป็นหลักในการส่งออกน้ำมัน ขณะที่ทางเลือกด้านท่อส่งน้ำมันยังมีจำกัด
ข้อมูลจากโอเปกระบุว่า การผลิตน้ำมันของอิรักลดลงมากกว่า 50% เหลือประมาณ 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิ.ย. จากประมาณ 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนก.พ. ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน
ขณะเดียวกัน หลายประเทศในอ่าวอาหรับกำลังเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านท่อส่งน้ำมัน เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังก่อสร้างท่อส่งน้ำมันสายที่ 2 ไปยังท่าเรือฟูไจราห์ในอ่าวโอมาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันนอกช่องแคบฮอร์มุซเป็น 2 เท่า
ส่วนซาอุดีอาระเบียกำลังพิจารณาขยายท่อส่งน้ำมันไปยังทะเลแดงเพิ่มเติมอีก 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า แม้ท่อส่งน้ำมันจะช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่ยังไม่สามารถแก้ไขภัยคุกคามพื้นฐานจากอิหร่านที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค
บ็อบ แม็คนัลลี ผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy กล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เส้นทางเดินเรือ แต่เป็นความสามารถของอิหร่านในการใช้อาวุธโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น จุดขนถ่ายน้ำมัน สถานีสูบน้ำ จุดปลายทาง ท่าเทียบเรือ และคลังเก็บน้ำมันของระบบท่อส่งเหล่านี้
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช