ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ (6 มี.ค.) โดยปรับตัวตามตลาดวอลล์สตรีทที่ร่วงลง เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 6 ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ รวมทั้งไม่มั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 54,674.60 จุด ลดลง 603.46 จุด หรือ -1.09%, ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,085.90 จุด ลดลง 22.67 จุด หรือ -0.55% และดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,358.56 จุด เพิ่มขึ้น 37.22 จุด หรือ +0.15%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 1.9% ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียดิ่งลง 1.27% โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มวัสดุพื้นฐาน
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 8% ในวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ส่งผลให้อุปทานและการขนส่งน้ำมันเผชิญภาวะชะงักงัน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่บางรายในตะวันออกกลางต้องลดกำลังการผลิต
อิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสองในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงเกือบ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน เนื่องจากเส้นทางการส่งออกถูกจำกัด ส่วนกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ในการส่งออกก๊าซเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และระบุว่าการกลับมาผลิตในปริมาณปกติอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน
ข้อมูลการติดตามเรือจาก Vortexa และ Kpler พบว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 300 ลำยังคงติดค้างอยู่ภายในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่การสัญจรทั้งขาเข้าและออกเผชิญกับภาวะชะงักงันภายหลังจากสงครามปะทุขึ้น
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งพลังงาน เนื่องจากประมาณ 20% ของการใช้น้ำมันทั่วโลกได้ถูกส่งออกผ่านช่องแคบแห่งนี้