ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 700 จุด หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งสร้างความวิตกว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะ stagflation หรือการที่เศรษฐกิจชะงักงัน ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูง
ณ เวลา 20.56 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลบ 772.04 จุด หรือ 1.63% สู่ระดับ 46,729.51 จุด
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีททำการปรับเวลาซื้อขายหุ้นในตลาด โดยปรับเวลาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงเริ่มตั้งแต่วันนี้ (9 มี.ค.) เนื่องจากเข้าสู่ช่วง Daylight Saving Time
ทั้งนี้ ตลาดจะเปลี่ยนแปลงเวลาซื้อขาย จากเดิม 21.30-04.00 น. ตามเวลาไทย เป็น 20.30-03.00 น.ตามเวลาไทย
การปรับเวลาตาม Daylight Saving Time ในสหรัฐปีนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม-1 พฤศจิกายน 2569
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ พุ่งขึ้นแตะระดับ 35.3 จุดในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.2568 ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และหันไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้นมากกว่า 35% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายสัญญาน้ำมันในปี 1983
นอกจากนี้ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 13% สู่ระดับ 102.67 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ราคาทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งขณะนั้นตลาดได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียบุกโจมตียูเครน
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังจากผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางพากันลดกำลังการผลิต เนื่องจากขาดแคลนสถานที่กักเก็บน้ำมัน หลังจากไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ เนื่องจากอิหร่านขู่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงจากระดับสูงสุดของวัน หลังมีรายงานว่า กลุ่ม G7 กำลังพิจารณาระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาด
นายเอ็ด ยาร์เดนี ประธานและหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Yardeni Research กล่าวว่า 'เราไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการเกิดภาวะตลาดหมี หากนักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะ stagflation แบบเดียวกับทศวรรษ 1970 อีกครั้ง'
นายยาร์เดนีกล่าวว่า หากวิกฤตราคาน้ำมันยังคงดำเนินต่อไป ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเผชิญความยากลำบากในการดำเนินนโยบาย เนื่องจากต้องเลือกระหว่างความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและการว่างงานที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี นายยาร์เดนีกล่าวเสริมว่า เขายังคงมองในแง่ดีว่าสงครามจะยุติลงภายในไม่กี่สัปดาห์ และเขาคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงขับเคลื่อนต่อไปโดยกลุ่มเทคโนโลยี และตลาดจะเข้าสู่ภาวะกระทิง