ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นในวันอังคาร (10 มี.ค.) หลังจากปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วัน เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจยุติลงในเร็ว ๆ นี้
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,412.24 จุด เพิ่มขึ้น 162.72 จุด หรือ +1.59%
ดัชนี FTSE 100 ทำสถิติพุ่งขึ้นรายวันแรงที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี หลังคำกล่าวของทรัมป์เมื่อวันจันทร์ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงเกือบ 11% แม้ว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านประกาศว่าจะปิดกั้นการส่งออกจากตะวันออกกลาง หากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่อังกฤษได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อปกป้องการขนส่งทางเรือ
ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขายนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาปรับตัวสูงอีกครั้ง
สินทรัพย์ของอังกฤษได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศยุโรปอื่น ๆ หลายประเทศ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าอังกฤษมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานมากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานะการคลังของรัฐบาลที่อ่อนแอ และการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระดับสูง
เจ้าหน้าที่ของสำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษอาจอยู่ที่ราว 3% ภายในสิ้นปี แทนที่จะอยู่ที่ประมาณ 2% ตามสมมติฐานของหน่วยงานคาดการณ์ด้านการคลังของรัฐบาล หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับปัจจุบัน
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีกำหนดประกาศการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 19 มี.ค. โดยทั้ง Standard Chartered และ Morgan Stanley ได้เลื่อนการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นไตรมาส 2 อันเนื่องมาจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น ยกเว้นหุ้นกลุ่มพลังงานที่ร่วงลง 1.2% โดยหุ้น Shell ลดลง 0.8% และหุ้น BP ร่วงลง 2.1%
หุ้น Persimmon พุ่งขึ้น 4.5% หลังบริษัทสร้างบ้านรายนี้คาดว่า จะส่งมอบบ้านได้มากขึ้นในปี 2569 และกำไรมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงสุดของประมาณการ
หุ้น Domino's Pizza UK ปรับตัวขึ้น 0.2% หลังเครือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดรายนี้คาดหวังว่าแบรนด์ไก่ทอดใหม่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต