ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดิ่งกว่า 400 จุด ผวาราคาน้ำมันพุ่งทุบเศรษฐกิจโลก

ข่าวต่างประเทศ Thursday March 12, 2026 19:50 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดิ่งลงกว่า 400 จุด หลังราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น และกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก

ณ เวลา 19.43 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 404 จุด หรือ 0.85% สู่ระดับ 47,044 จุด

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 98 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ทะลุ 93 ดอลลาร์ หลังสหรัฐยอมรับว่ายังไม่พร้อมคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นายคริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ กล่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐยังไม่พร้อมที่จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้

'เรื่องนี้จะเกิดขึ้นในไม่ช้า แต่เรายังไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ เพราะเรายังไม่พร้อม' นายไรท์กล่าวต่อสำนักข่าว CNBC

นายไรท์กล่าวว่า ขณะนี้ สหรัฐกำลังมุ่งเน้นในการนำทรัพยากรทางทหารไปทำลายขีดความสามารถในการโจมตีของอิหร่าน รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตที่สนับสนุนศักยภาพการโจมตีดังกล่าว

อย่างไรก็ดี นายไรท์ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่กองทัพเรือสหรัฐจะสามารถคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันได้ภายในช่วงปลายเดือนนี้ และเขาจะเข้าหารือที่กระทรวงกลาโหมในวันนี้

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นเวลาสั้น ๆ ในวันนี้ หลังมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 3 ลำในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่นักลงทุนไม่ได้ขานรับการตัดสินใจของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในการระบายน้ำมันสำรองออกสู่ตลาด

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือต่างชาติ 3 ลำถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งของอิรักและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ล่าสุดของการโจมตีที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ

ศูนย์ปฏิบัติการทางการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) รายงานว่า เรือคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งถูกอาวุธไม่ทราบชนิดโจมตีใกล้เมืองท่าเจเบล อาลี ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันอีก 2 ลำเกิดไฟลุกไหม้ในน่านน้ำของอิรัก หลังถูกโจมตีใกล้ท่าเรืออุมม์คาสร์ใกล้เมืองบาสรา

รายงานดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากที่ IEA ประกาศระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยสมาชิกทั้ง 32 ประเทศของ IEA จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล โดยมากกว่าจำนวน 182 ล้านบาร์เรลที่เคยเกิดขึ้นหลังรัสเซียใช้ปฏิบัติการพิเศษทางทหารโจมตียูเครนในปี 2565 และเป็นการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกันครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ IEA ถูกก่อตั้งขึ้นหลังช่วงวิกฤตน้ำมันในปี 2516

สหรัฐประกาศระบายน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ โดยนายคริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ กล่าวว่า การขนส่งน้ำมันอาจเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า และจะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 120 วัน

อย่างไรก็ดี ตลาดน้ำมันดูเหมือนจะไม่ได้ตอบสนองต่อประกาศของ IEA เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนที่ว่ามาตรการเหล่านี้จะไม่สามารถชดเชยการขาดแคลนน้ำมัน หากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญอุปสรรค

นักวิเคราะห์ของ ING ระบุในรายงานว่า 'คำถามสำคัญคือ ทำไมตลาดยังคงปรับตัวขึ้น แม้มีการระบายน้ำมันสำรองจำนวนมากเช่นนี้ เหตุผลก็คือยังไม่มีสัญญาณของการลดความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย ดังนั้นเราจึงยังไม่เห็นจุดจบของการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ'

'อย่างที่เราได้กล่าวหลายครั้งแล้วว่า วิธีเดียวที่ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างยั่งยืนคือ ต้องทำให้น้ำมันสามารถไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ หากยังไม่สามารถทำได้ ราคาน้ำมันก็จะทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป'

ด้านนายพาเวล โมลชานอฟ นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสของ Raymond James กล่าวว่า 'ขณะนี้ ราคาน้ำมันอยู่ในโหมดตื่นตระหนก มีทั้งอารมณ์ ความกลัว และความไม่แน่นอนสะท้อนอยู่ในราคา'

ส่วนนายซอล คาโวนิช นักวิเคราะห์พลังงานจาก MST Marquee กล่าวว่า การระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของ IEA ครั้งนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันจำนวนมากให้ตลาด แต่สามารถชดเชยได้เพียงประมาณ 1 ใน 4 ของช่องว่างอุปทาน 20 ล้านบาร์เรล/วันที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เขากล่าวเสริมว่า 'การตัดสินใจของ IEA ยังสะท้อนว่าความเสี่ยงของการขาดแคลนน้ำมันรุนแรงมากเพียงใด และยังบ่งชี้ว่า IEA ไม่เชื่อว่าสงครามจะจบลงในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ น้ำมันสำรองที่ถูกนำออกมาใช้ในตอนนี้จะต้องถูกเติมกลับเข้าสู่คลังในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นแม้หลังสิ้นสุดสงคราม'

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดยังคงมีความกังวล คือความไม่แน่นอนว่าน้ำมันจากคลังสำรองจะเข้าสู่ตลาดได้เร็วเพียงใด

แม้การประกาศของ IEA ถือเป็นการแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่ที่สุด แต่ IEA ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าแต่ละประเทศจะปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดรวดเร็วแค่ไหน หรือจะทำการกระจายน้ำมันอย่างไร

นอกจากนี้ คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของ IEA ถูกเก็บแยกกันในแต่ละประเทศ ทำให้ข้อจำกัดทางเทคนิคและโลจิสติกส์จึงอาจทำให้การระบายน้ำมันสู่ตลาดประสบความล่าช้า

นายพาเวล โมลชานอฟ กล่าวว่า 'หนึ่งในคำถามสำคัญคือ น้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจะใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะส่งเข้าสู่ตลาดจริง โดย 400 ล้านบาร์เรลเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก แต่การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ดังนั้นตลาดต้องการน้ำมันจำนวนมาก และต้องการอย่างรวดเร็ว'

นายโมลชานอฟประเมินว่า อาจต้องใช้เวลาประมาณ 60-90 วัน กว่าที่น้ำมันจะเข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนานกว่าที่นักลงทุนคาดหวังไว้สำหรับการผ่อนคลายสถานการณ์อย่างรวดเร็ว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ