ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (13 มี.ค.) โดยตลาดเผชิญแรงกดดันตลอดทั้งสัปดาห์ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวผันผวนรุนแรงส่งผลให้ตลาดหุ้นแกว่งตัว ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบของสงครามในอิหร่านต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,558.47 จุด ลดลง 119.38 จุด หรือ -0.26%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,632.19 จุด ลดลง 40.43 จุด หรือ -0.61% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,105.36 จุด ลดลง 206.62 จุด หรือ -0.93%
ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตัวของสหรัฐฯ ปรับตัวลงทั้งรายวันและรายสัปดาห์ ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ปิดที่ระดับต่ำสุดของปีนี้
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P500 นั้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุด
ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อ หุ้นกลุ่มการเงินในดัชนี S&P500 ลดลง 3.4% ในรอบสัปดาห์นี้
ราคาน้ำมันดิบผันผวนก่อนจะปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาความกังวลด้านอุปทานก็ตาม
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. ปิดที่ 98.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พุ่งขึ้น 3.11% ในวันศุกร์ ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 2.67% สู่ระดับ 103.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2565
คำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ระบุว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างหนักในช่วงสัปดาห์หน้า ประกอบกับรายงานว่าสงครามได้ลุกลามไปยังเลบานอน คูเวต อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และโอมาน ทำให้ความหวังริบหรี่ลงในการลดความตึงเครียดและการยุติความขัดแย้งในระยะสั้น
คำกล่าวของทรัมป์ยังทำให้อิหร่านเพิ่มการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลก โดยเมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า สงครามครั้งนี้จะก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ปรับลดตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ลงอย่างมาก ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาด โดยรายงานดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ข้อมูลอื่น ๆ ชี้ว่า อุปสงค์สินค้าคงทนเริ่มชะลอตัว
แม้ข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอลง แต่นักลงทุนคาดว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ไม่เปลี่ยนแปลงในการประชุมนโยบายการเงินสัปดาห์หน้า และด้วยความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นจนกระตุ้นเงินเฟ้อ โอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในระยะใกล้จึงลดลง
นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งกล่าวว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และหากราคาพลังงานเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เฟดมีแนวโน้มจะคงดอกเบี้ยไว้นานกว่าที่คาด
สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Adobe ร่วงลง 7.6% หลังมีการประกาศว่า แชนทานู นาราเยน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานจะลาออกจากตำแหน่งเมื่อมีการแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่ง ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจาก AI กลับมาอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน หุ้น Meta Platforms ร่วงลง 3.8% หลังมีรายงานว่าบริษัทได้เลื่อนการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อ Avocado ออกไปอย่างน้อยจนถึงเดือนพ.ค.