ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดิ่งลงกว่า 300 จุด ท่ามกลางการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งจะผลักดันเงินเฟ้อ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
นอกจากนี้ นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อที่ดีดตัวขึ้น จะเป็นปัจจัยชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ณ เวลา 20.13 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 355 จุด หรือ 0.76% สู่ระดับ 46,180 จุด
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นในวันนี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับ 119 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ทะลุระดับ 98 ดอลลาร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เตือนว่า สหรัฐจะทำลายแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ของอิหร่าน หากอิหร่านยังคงมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกาตาร์
นักลงทุนจับตาสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม และกำลังทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะช็อกด้านพลังงาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้นวานนี้ หลังมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและกาตาร์
ธนาคารกลางต่าง ๆ พากันติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยวานนี้ พร้อมกับส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ และระบุว่า ผลกระทบของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน พร้อมชี้ว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในขณะนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% ในการประชุมวันนี้ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด
ก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BoE จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ แต่สงครามดังกล่าวได้ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น