ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันอังคาร (24 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่นักลงทุนประเมินสัญญาณที่ผสมผสานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 9,965.16 จุด เพิ่มขึ้น 71.01 จุด หรือ +0.72%
หุ้นกลุ่มพลังงานของอังกฤษพุ่งขึ้น 3.2% ซึ่งเป็นแรงหนุนหลัก หลังราคาน้ำมันกลับมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายหลังอิหร่านปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจากับอิหร่าน
นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า การที่ตลาดหุ้นอังกฤษมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานสูง ถือเป็นปัจจัยบวกอีกครั้งในวันนี้ และช่วยหนุนให้ FTSE 100 ปรับตัวโดดเด่นกว่าตลาดอื่น
ขณะนี้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเกือบ 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปีนี้ ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากก่อนเกิดความขัดแย้ง ที่เคยคาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า การเติบโตที่อ่อนแอและตลาดแรงงานที่ชะลอตัว อาจทำให้ธนาคารกลางยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้
ฮิว พิล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ BoE ระบุว่า ความไม่แน่นอนจากผลกระทบทางเศรษฐกิจของความขัดแย้ง ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการชะลอการดำเนินมาตรการควบคุมเงินเฟ้อ
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ลดช่วงลบลง โดยได้รับแรงหนุนจากราคาทองคำที่ทรงตัว
ผลสำรวจของ CBI ระบุว่า ยอดค้าปลีกของอังกฤษในเดือนนี้ร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ร้านค้าที่ไม่จำเป็นส่วนใหญ่ต้องปิดทำการในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Bellway ร่วงลง 17.5% หลังบริษัทปรับลดคาดการณ์อัตรากำไร และเตือนถึงความเสี่ยงต่อภาคตลาดที่อยู่อาศัยจากภาวะสงคราม
ขณะที่หุ้น S4 Capital พุ่งขึ้น 21.3% หลังบริษัทโฆษณารายนี้คาดว่ารายได้สุทธิในปี 2569 จะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แม้ได้รับผลกระทบในไตรมาสแรกจากการใช้จ่ายของลูกค้าที่อ่อนแอ ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะสงครามก็ตาม