ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเล็กน้อยในวันอังคาร (28 เม.ย.) โดยยุติการปรับตัวลงติดต่อกัน 6 วัน และได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังบริษัท BP รายงานกำไรไตรมาสแรกสูงกว่าคาด และราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,332.79 จุด เพิ่มขึ้น 11.70 จุด หรือ +0.11%
หุ้น BP ปรับตัวขึ้น 1.1% หลังบริษัทเปิดเผยว่ากำไรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบรายปี ขณะที่หุ้นคู่แข่งอย่าง Shell ก็ปรับตัวขึ้น 1.1% เช่นกัน โดยหุ้นทั้งสองตัวเป็นแรงหนุนหลักต่อดัชนี FTSE 100
หุ้น Tullow Oil พุ่งขึ้น 11.4% หลังบริษัทผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซอิสระที่มุ่งเน้นตลาดในแอฟริกาตะวันตกคาดการณ์ว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันทั้งปีจะอยู่ในระดับสูงของกรอบคาดการณ์ หลังเริ่มต้นปีได้อย่างแข็งแกร่ง
แรงหนุนเพิ่มเติมต่อหุ้นกลุ่มพลังงานมาจากการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ
หุ้น Barclays ลดลง 0.2% หลังรายงานโครงการซื้อหุ้นคืนมีขนาดเล็กกว่าที่คาด และตั้งสำรองเงินจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการล่มสลายของสถาบันการเงิน MFS
ความสนใจของตลาดในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะมุ่งไปที่การตัดสินใจด้านนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม โดยนักลงทุนจะจับตาสัญญาณว่าธนาคารอาจขยับไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีหรือไม่
ความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วทั้งยุโรปปรับตัวสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 5% ชั่วคราว และทำระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551
การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระดับสูงของสหราชอาณาจักร ทำให้นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจของประเทศมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานที่เกิดจากสงคราม โดยดัชนี FTSE 100 ปรับตัวลงมากกว่า 5% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนก.พ.
ด้านการเมืองภายในประเทศก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกจับตา โดย มอร์แกน แม็คสวีนีย์ อดีตผู้ช่วยคนสนิทของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ออกมาสนับสนุนอดีตเจ้านายด้วยการรับผิดชอบต่อการเสนอชื่อ ปีเตอร์ แมนเดลสัน นักการเมืองอาวุโสของพรรคแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกรุงวอชิงตันซึ่งถูกมองว่าเป็นการแต่งตั้งที่ไม่เหมาะสม