ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันพุธ (29 เม.ย.) ขณะที่นักลงทุนประเมินผลประกอบการบริษัทที่ออกมาผสมผสาน โดยความสนใจมุ่งไปที่การตัดสินใจกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,213.11 จุด ลดลง 119.68 จุด หรือ -1.16%
ดัชนี FTSE 100 ลดลงเป็นครั้งที่ 7 ใน 8 วันทำการ และปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน
หุ้น AstraZeneca และ GSK ร่วงลง 1.5% และ 5.4% ตามลำดับ หลังบริษัทยายังคงประมาณการรายได้ทั้งปี แม้รายงานกำไรไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด
หุ้น Lloyds Banking Group ลดลง 1.5% แม้รายงานกำไรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นดีกว่าที่คาดการณ์
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการดำเนินไปอย่างคึกคัก ขณะที่นักลงทุนยังคงระมัดระวังผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงยังคงกดดันตลาด
ความพยายามยุติสงครามอิหร่านยังคงชะงักงัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจกับข้อเสนอล่าสุดจากอิหร่าน เนื่องจากต้องการให้ประเด็นนิวเคลียร์ได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้น
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีกำหนดประกาศผลการประชุมในวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ ตามด้วยการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ได้แก่ Alphabet, Microsoft, Meta และ Amazon ซึ่งอาจกำหนดทิศทางตลาดทั่วโลก
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้
ความหวังเชิงบวกเล็กน้อยต่อการยุติสงครามอิหร่านช่วยพยุงดัชนี FTSE 100 ให้มีแนวโน้มปิดเดือนเม.ย. บวกขึ้นเล็กน้อย หลังก่อนหน้านี้ความขัดแย้งฉุดให้ตลาดปรับตัวลงรายเดือนหนักสุดในรอบ 6 ปี
หุ้น DCC พุ่งขึ้น 9.3% หลังบริษัทให้บริการด้านการขายและการตลาดเปิดเผยว่ากำลังพิจารณาข้อเสนอซื้อกิจการด้วยเงินสดจากกลุ่มนักลงทุนที่ประกอบด้วย Energy Capital Partners และ KKR
หุ้น St. James's Place ร่วงลง 6% หลังรายงานเงินไหลเข้าสุทธิในไตรมาสแรกที่ 1.53 พันล้านปอนด์ ลดลงจาก 1.69 พันล้านปอนด์ในปีก่อนหน้า