ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดบวก 790.33 จุด ขานรับผลประกอบการแกร่ง

ข่าวต่างประเทศ Friday May 1, 2026 05:29 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทะยานกว่า 700 จุดในวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) ซึ่งเป็นวันซื้อขายสุดท้ายของเดือนเม.ย. โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่สดใสของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,652.14 จุด เพิ่มขึ้น 790.33 จุด หรือ +1.62 %, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,209.01 จุด เพิ่มขึ้น 73.06 จุด หรือ +1.02% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,892.31 จุด เพิ่มขึ้น 219.07 จุด หรือ +0.89%

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทะยานอย่างแข็งแกร่งในเดือนเม.ย. ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยนักลงทุนมองข้ามความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และกลับมาให้ความสำคัญกับแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตเกินคาด

ทั้งนี้ ในเดือนเม.ย. ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 3,310.63 จุด หรือ 7.1% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่มากที่สุดนับตั้งแต่พ.ย. 2567, ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 680.49 จุด หรือ 10.4% เป็นเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่พ.ย. 2563 และดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 3,301.68 จุด หรือ 15.3% เป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เม.ย. 2563

ตลอดเดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทำให้ฝ่ายที่มีมุมมองต่อตลาดในแง่ลบต้องประหลาดใจ เพราะแม้ราคาน้ำมันขายปลีกจะพุ่งสูงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แต่ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ทำให้การบริโภคของภาคประชาชนลดลงแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน เม็ดเงินยังคงไหลเข้าสู่การสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ให้ทะยานขึ้น

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาผงาดอีกครั้งในเดือนนี้ หลังซบเซามาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยทำผลงานโดดเด่นเหนือหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่อ่อนแรงลงจากพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในเดือนมี.ค.

นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของตลาดและกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผลมาจากการปรับปรุงคาดการณ์กำไร โดยโบรกเกอร์หลายรายได้ปรับเพิ่มประมาณการสำหรับทั้งปีและรายไตรมาส ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

อย่างไรก็ดี แม้ตลาดจะทำนิวไฮ แต่เริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประกาศผลประกอบการล่าสุดของกลุ่มบิ๊กเทค (Big Tech) โดยเมื่อวันพฤหัสบดี หุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้นถึง 9.96% สวนทางกับ Microsoft ที่ปรับตัวลดลง 3.93%, Nvidia ลบ 4.63% และ Meta Platforms ร่วงลง 8.55% สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มหันมาคัดเลือกเฉพาะผู้ชนะที่ชัดเจนในสมรภูมิ AI

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการในวันพฤหัสบดี โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2569 ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.0% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2% แต่สูงกว่าการขยายตัวที่ระดับ 0.5% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งขณะนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยด้วยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.5% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 2.8% ในเดือนก.พ. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.7% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.4% ในเดือนก.พ.

ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.2% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 3.0% ในเดือนก.พ. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.3% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.4% ในเดือนก.พ.

ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 26,000 ราย สู่ระดับ 189,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 214,000 ราย

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 3,500 ราย สู่ระดับ 207,500 ราย ด้านจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 1.79 ล้านราย

สำหรับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง สื่อในสหรัฐฯ รายงานว่า บรรดาผู้บัญชาการทหารของสหรัฐฯ เตรียมเข้ารายงานสรุปต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับทางเลือกใหม่ ๆ ทางทหาร ขณะเดียวกันมีรายงานว่ารัฐบาลภายใต้การนำของปธน.ทรัมป์กำลังพยายามจัดตั้งพันธมิตรนานาชาติเพื่อรื้อฟื้นการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ

อย่างไรก็ดี แม้ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงจากการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ราคาน้ำมันดิบกลับปรับตัวลดลง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดที่ 114.01 ดอลลาร์/บาร์เรล และน้ำมันดิบ WTI ปิดที่ 105.07 ดอลลาร์/บาร์เรล


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ