ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงในวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มน้ำมันอย่าง Shell และ BP รวมถึงหุ้นกลุ่มกลาโหม ขณะที่ชาวอังกฤษออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,276.95 จุด ลดลง 161.71 จุด หรือ -1.55%
การเลือกตั้งครั้งนี้อาจสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อพรรคแรงงานของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ และทำให้เกิดความกังขาอีกครั้งเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารประเทศของเขา อีกทั้งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการสิ้นสุดระบบการเมืองแบบสองพรรคดั้งเดิมของอังกฤษ
ผลสำรวจล่าสุดระบุว่า ในเดือนเม.ย. ผู้รับเหมาก่อสร้างของอังกฤษเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งขึ้นรายเดือนมากที่สุดครั้งหนึ่ง
เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากความหวังว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้ยุติลง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ
ขณะที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการดำเนินไปอย่างคึกคัก ตลาดกำลังประเมินความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
หุ้น Shell ร่วงลง 2.9% แม้บริษัทรายงานกำไรรายไตรมาสสูงสุดในรอบ 2 ปี และเพิ่มเงินปันผล ขณะที่หุ้น BP ร่วงลง 2.6% หลังราคาน้ำมันร่วงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
หุ้น BAE Systems ร่วง 4.7% และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ฉุดดัชนี FTSE 100 มากที่สุด หลังบริษัทกลาโหมยังคงประมาณการผลประกอบการทั้งปีไว้เท่าเดิม
หุ้น InterContinental Hotels Group ปรับตัวขึ้น 1.5% หลังรายได้จากห้องพักรายไตรมาสสูงกว่าคาดการณ์ จากการฟื้นตัวของธุรกิจในสหรัฐฯ
หุ้น Autotrader Group พุ่งขึ้น 4.1% หลังมีรายงานว่า Palliser Capital นักลงทุนเชิงกิจกรรม ได้เข้าถือหุ้นในบริษัทสูงสุดถึง 2%
หุ้น Helios Towers ทะยานขึ้น 14.3% ช่วยหนุนดัชนีหุ้นขนาดกลาง หลังผู้ให้บริการเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรประจำปี
หุ้น RELX ร่วงลง 6.2% หลัง Morgan Stanley ปรับลดคำแนะนำลงทุนหุ้นของบริษัทข้อมูลข่าวสารแห่งนี้ลงสู่ระดับ equal-weight จาก overweight และหุ้นนี้ยังขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งเป็นการซื้อขายแบบไม่รวมสิทธิปันผลในวันพฤหัสบดีด้วย