ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 500 จุดในวันพุธ (17 มิ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,492.55 จุด ลดลง 507.12 จุด หรือ -0.98%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,420.10 จุด ลดลง 91.25 จุด หรือ -1.21% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,021.66 จุด ลดลง 354.69 จุด หรือ -1.34%
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติเอกฉันท์ 12-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันพุธ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด
ส่วนในรายงานคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเฟดระบุว่า มีเจ้าหน้าที่เฟดจำนวน 9 คนคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2569 เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น นอกจากนี้ รายงาน Dot Plot ยังระบุว่า เฟดไม่ได้ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมที่ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้
รายงานระบุว่า แถลงการณ์ของเฟดหลังการประชุมในครั้งนี้มีความยาวเพียง 130 คำเท่านั้น เมื่อเทียบกับ 341 คำในแถลงการณ์ที่เผยแพร่หลังการประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ 29 เม.ย. โดยแถลงการณ์ฉบับนี้มีเพียงการสรุปสั้น ๆ เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตามด้วยคำมั่นสัญญาของเฟดในการทำให้เงินเฟ้ออยู่ภายใต้การควบคุม
ด้านเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า เฟดจะดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา และได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ วอร์ชยังได้ฉีกธรรมเนียมปฏิบัติเดิมของอดีตประธานเฟด ด้วยการไม่ส่งข้อมูล Dot Plot ของตนเองรวมอยู่ในการคาดการณ์รายไตรมาส
เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า หลังเสร็จสิ้นการประชุมเฟดในครั้งนี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสมากขึ้นที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ย. และลดโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมจนถึงสิ้นปีนี้ลงเหลือ 13% เทียบกับระดับ 40% ก่อนการประชุมเฟด
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 12.37% แตะระดับ 18.44 ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 วัน
หุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ต่างก็ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารร่วงลง 3% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 2.7%
หุ้นกลุ่มธนาคารระดับภูมิภาคทำผลงานได้ย่ำแย่กว่าธนาคารขนาดใหญ่ โดยดัชนี KBW Regional Banking Index ปิดร่วงลง 1.8% เทียบกับดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารในดัชนี S&P500 ที่ขยับลง 0.2%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น SpaceX ปิดร่วงลง 4.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกตั้งแต่เข้าเทรดในตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 มิ.ย.)
หุ้น CME Group ร่วงลง 3.5% หลังจากบริษัทเปิดเผยว่า เทอร์รี ดัฟฟี จะก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอของ CME Group ในวันที่ 1 มี.ค.ปีหน้า และจะเปลี่ยนไปรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารแทน
หุ้น Allbirds บริษัทผลิตรองเท้าที่ผันตัวมาเป็นบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทะยานขึ้น 39% หลังจากบริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น "Smartbird" และแต่งตั้ง นาเดีย คาร์ลสเตน อดีตผู้บริหารของ Amazon เข้าดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนเม.ย. และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 6.88% ในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 4.79% ในเดือนเม.ย.
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) พุ่งขึ้น 3.8% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 1.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนเม.ย. และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีเพิ่มขึ้น 4.8% ในเดือนพ.ค.
ทั้งนี้ ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย เป็นมาตรวัดจำนวนสัญญาซื้อบ้านมือสองที่มีการเซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้ปิดการขาย และโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนสำหรับการเซ็นสัญญาจนกระทั่งปิดการขาย