ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงเล็กน้อยในวันอังคาร (23 มิ.ย.) ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดกลางร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากการอ่อนตัวของตลาดทั่วโลก หลังแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้นักลงทุนลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงจับตาว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของอังกฤษ
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,428.85 จุด ลดลง 9.00 จุด หรือ -0.09% โดยในระหว่างวันร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.
หุ้นกลุ่มเหมืองโลหะมีค่าและกลุ่มเหมืองโลหะอุตสาหกรรม ซึ่งมีน้ำหนักสูงในตลาด ปรับตัวลง 4% เท่ากันและเป็นกลุ่มที่กดดันตลาดมากที่สุด โดยหุ้น Antofagasta ร่วง 5.5% และหุ้น Fresnillo ร่วง 5.2% หลังราคาทองคำ เงิน และทองแดงปรับตัวลง
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ บรรดานักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ภายในเดือนธ.ค. จากเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ตลาดคาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวที่ระดับ 0.25%
ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจที่ถูกมองว่าสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตลาด โดยหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น และกลุ่มเครื่องดื่ม ปรับตัวขึ้นระหว่าง 1.7%-2.2%
ปัจจัยการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นที่สนใจ หลังจาก เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศลาออกเมื่อวันจันทร์ (22 มิ.ย.)
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า แอนดี เบิร์นแฮม จะมีโอกาสสูงในการสืบทอดตำแหน่ง หลังจาก เวส สตรีททิง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้สมัครสำคัญ ประกาศสนับสนุนเบิร์นแฮม
นักลงทุนต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวนโยบายการคลังของเบิร์นแฮม ในช่วงเวลาที่หนี้สาธารณะของอังกฤษพุ่งขึ้นเกือบแตะ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างความท้าทายให้กับนายกรัฐมนตรีอังกฤษมาแล้วถึง 6 คนก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจแสดงให้เห็นว่า ภาคบริการของอังกฤษหดตัวในเดือนมิ.ย. ด้วยอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปีครึ่ง
สำหรับหุ้นรายตัวนั้ หุ้น Bunzl พุ่งขึ้น 5.6% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ทั้งปี จากแรงหนุนของอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในอเมริกาเหนือและการปรับขึ้นราคาในบางสินค้า ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกออกมาดีกว่าคาด
ด้านหุ้น Telecom Plus ดิ่งลง 25.7% หลังประกาศแผนการลงทุนระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้น ขณะที่บริษัทสาธารณูปโภคของอังกฤษเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาด