ข่าวอินโฟเควสท์
00:23 ผู้นำจีน-มาเลเซียเจรจาชื่นมื่น หวังยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี   นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้จัดการเจรจากับนายมหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐ…
23:51 ญี่ปุ่นเผยยอดขายห้างสะดวกซื้อเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 เดือนในเดือนก.ค.   สมาคมแฟรนไชส์แห่งญี่ปุ่น (JFA) ระบุว่า ยอดขายของห้างสะดวกซื้อในญี่ปุ่นเพิ่…
23:39 จีนเสนออาเซียนจัดการซ้อมรบในทะเลจีนใต้ หวังสกัดอิทธิพลสหรัฐ   แหล่งข่าวระบุว่า จีนได้ยื่นข้อเสนอต่อสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซีย…
23:22 ญี่ปุ่นเผยจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งทะลุ 20 ล้านคน ชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สุด   นายโยชิฮิเดะ สึกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า จำน…
23:11 พ่อแม่ป้ายแดงอินโดฯตั้งชื่อลูกน้อย"เอเชียน เกมส์"ฉลองการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬา   สื่อของอินโดนีเซียรายงานว่า ชายหญิงคู่หนึ่งในเมืองปาเลมบังได้ตั…

ดาวโจนส์ร่วง หลังพุ่งกว่า 400 จุดวานนี้ นักลงทุนโฟกัสตัวเลข CPI พรุ่งนี้

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 22:35:29 น.
ดัชนีดาวโจนส์เปิดแดนลบในวันนี้ หลังจากที่พุ่งขึ้นกว่า 400 จุดเมื่อวานนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในวันพรุ่งนี้
ณ เวลา 22.10 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 24,477.44 จุด ลดลง 123.83 จุด หรือ 0.50%
หุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพดิ่งลงนำตลาดวันนี้ ขณะที่หุ้นโฮม ดีโปท์ร่วงลงมากที่สุดในการซื้อขายช่วงแรก
กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนม.ค.ในวันพรุ่งนี้ เวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย

นายทอม เอสเซย์ ผู้ก่อตั้งเดอะ เซเวนส์ รีพอร์ท กล่าวว่า ตัวเลข CPI ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ จะเป็นตัวเลข CPI ที่มีความสำคัญที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อการทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีของตลาดหุ้นในขณะนี้

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวอย่างผันผวนในสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น หลังเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวที่แข็งแกร่ง โดยดัชนีดาวโจนส์ทรุดตัวลงมากกว่า 1,000 จุดเป็นเวลา 2 วัน ขณะที่พุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเป็นเวลา 2 วันเช่นกัน

ผลการสำรวจนักวิเคราะห์ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนี CPI ประจำเดือนม.ค.ชะลอตัวสู่ระดับ 1.9% เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.1% ในเดือนธ.ค.

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอาจเผชิญภาวะทรุดตัวอย่างหนักอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ หากดัชนี CPI พุ่งขึ้นมากกว่าที่คาดไว้
นายปิแอร์ คูร์แรน หัวหน้าฝ่ายซื้อขายหุ้นของบริษัทแอมพลิฟาย เทรดดิ้ง กล่าวว่า ภาวะตลาดจะขึ้นอยู่กับการเปิดเผยตัวเลข CPI

"ตัวเลข CPI ที่จะมีการประกาศในวันพุธ เป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่มีความสำคัญอย่างมาก ถ้าหากตัวเลข CPI อยู่ที่ระดับ 1.9% หรือมากกว่า 2% ก็จะทำให้ตลาดหุ้นถูกเทขายออกมาเหมือนกับในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ถ้าตัวเลข CPI อยู่ที่ราว 1.7-1.8% ผมก็คิดว่าตลาดจะสงบลง" เขากล่าว

ทั้งนี้ ดัชนี CPI ส่วนใหญ่ปรับตัวที่ระดับ 1.7% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

คำกล่าวของนายคูร์แรนสอดคล้องกับนายเจสัน แวร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของอัลเบียน ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ซึ่งกล่าวว่า "หากตัวเลข CPI ออกมาสูงกว่าคาด ก็จะสร้างความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในตลาด แต่ถ้าตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด ก็จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง และหุ้นก็จะทะยานขึ้น"

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 2.844% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 3.134%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟด สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวในวันนี้ว่า ตลาดหุ้นที่ทรุดตัวลงในระยะนี้ และค่าความผันผวนที่พุ่งขึ้น จะไม่มีผลกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นางเมสเตอร์กล่าว เพื่อหวังผ่อนคลายความวิตกของนักลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวน

นางเมสเตอร์ระบุว่า แม้ว่าการดิ่งลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่องของตลาดหุ้นจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และนำไปสู่การลดลงของการใช้จ่าย และการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ยังห่างไกลจากสถานการณ์ที่คาดไว้

นางเมสเตอร์มีความเชื่อมั่นว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง และตนไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มเศรษฐกิจแต่อย่างใด
นอกจากนี้ นางเมสเตอร์คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ เช่นเดียวกับในปีที่แล้ว

ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ยังกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อจะดีดตัวขึ้นในปีนี้ แต่ไม่ขึ้นเร็วจนทำให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อจะค่อยๆปรับตัวขึ้นสู่ระดับเป้าหมายของเฟดที่ 2%

นางเมสเตอร์กล่าวว่า มาตรการปรับลดอัตราภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะช่วยเพิ่มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐราว 0.25-0.50% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากกว่า 2%

ทางด้านบริษัทเป๊ปซี่โค เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร และรายได้ในไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ บริษัทเปิดเผยว่ามีกำไร 1.31 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 1.30 ดอลลาร์/หุ้น
นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ที่ระดับ 1.953 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 1.939 หมื่นล้านดอลลาร์
ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง