ข่าวอินโฟเควสท์
21:08 ดาวโจนส์พุ่งกว่า 200 จุด นักลงทุนขานรับเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนรอบใหม่   ดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้นกว่า 200 จุด เนื่องจากนักลงทุนพยายามที่จะมองข้ามความ…
20:57 สหรัฐเผยตัวเลขเริ่มต้นสร้างบ้านดิ่งแตะระดับต่ำสุดรอบ 8 เดือนในเดือนก.พ.   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านลดลงสวนทางคาด…
20:17 ปอนด์แข็งค่า หลังตลาดปรับตัวรับข่าวรัฐสภาอังกฤษเข้าควบคุมกระบวนการ Brexit   เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นในวันนี้ หลังนักลงทุนปรับตัวรับข่าวที่ว่ารัฐสภา…
19:48 ราคาทองฟิวเจอร์ลบ เหตุนลท.ขายสินทรัพย์ปลอดภัยหลังตลาดหุ้นดีดตัวขึ้น   ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวลงในวันนี้ เนื่องจากตลาดหุ้น และตลาดสินทรัพย์ที่มีค…
19:21 ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้น ขานรับแนวโน้มตลาดน้ำมันตึงตัว   สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ปรับตัวขึ้นในวันนี้ เนื่องจากตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากการ…

ดาวโจนส์พุ่งกว่า 300 จุด ฟื้นตัวหลังจากทรุดกว่า 1,000 จุดในช่วง 2 วัน

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 ธันวาคม 2561 22:03:19 น.
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 300 จุดในวันนี้ หลังจากที่ทรุดตัวลงรวมกว่า 1,000 จุดในการซื้อขายในวันศุกร์และเมื่อวานนี้
ณ เวลา 22.00 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 23,897.40 จุด เพิ่มขึ้น 304.42 จุด หรือ 1.29%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความในวันนี้ เพื่อพยายามกดดันเฟด ก่อนที่จะเริ่มการประชุม 2 วันในวันนี้ โดยเตือนว่า เฟดอย่าได้ทำผิดพลาดอีก และให้เข้าใจความรู้สึกของตลาด

"ผมหวังว่าเจ้าหน้าที่เฟดจะอ่านบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลฉบับวันนี้ ก่อนที่พวกเขาจะทำผิดพลาดอีกครั้งหนึ่ง และอย่าได้ทำให้ตลาดขาดสภาพคล่องมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ขอให้เข้าใจความรู้สึกของตลาด อย่าได้ดำเนินการตามตัวเลขที่ไม่มีความหมาย ขอให้โชคดี" ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เฟดจะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25-2.50% หลังจากสิ้นสุดการประชุมวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้

การทวีตของปธน.ทรัมป์ในวันนี้มีขึ้น หลังจากที่เขาเพิ่งทวีตข้อความเมื่อวานนี้ ระบุว่า เขาคิดว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่เฟดกำลังคิดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่ง

"มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ว่า ในขณะที่ดอลลาร์กำลังแข็งค่าขึ้นอย่างมาก และแทบไม่มีเงินเฟ้อ ส่วนโลกภายนอกก็กำลังวุ่นวายรอบตัวเรา กรุงปารีสกำลังถูกคนเผา และจีนอยู่ในช่วงขาลง แต่เฟดกำลังคิดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่ง โดยหวังจะเอาชนะ" ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ

ดัชนีดาวโจนส์ และดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มปรับตัวย่ำแย่ที่สุดในเดือนธ.ค.ปีนี้นับตั้งแต่ปี 2474 ซึ่งขณะนั้นตลาดหุ้นวอลล์สตรีททรุดตัวลงจากการที่สหรัฐกำลังประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่

ขณะนี้ ดัชนีดาวโจนส์ และดัชนี S&P 500 ร่วงลง 7.8% และ 7.6% นับตั้งแต่ต้นเดือนนี้ ตามลำดับ

ที่ผ่านมา เดือนธ.ค.มักเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวได้ดี โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงในเดือนธ.ค.เพียง 25 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2474 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นเฉลี่ย 1.6% ในเดือนธ.ค. ซึ่งถือเป็นเดือนที่ปรับตัวดีที่สุดของปี

นายจอห์น สโตลฟัส หัวหน้านักวิเคราะห์ของออพเพนไฮน์เมอร์ แอสเซท แมเนจเมนท์ กล่าวว่า โอกาสที่จะเกิดปรากฎการณ์ "ซานตา คลอส แรลลี่" ในตลาดหุ้นปีนี้ ดูเหมือนจะลดน้อยลง ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 9 วันทำการก็จะสิ้นปีนี้

นายสโตลฟัสกล่าวว่า นักลงทุนยังคงไม่เชื่อมั่นในตลาดหุ้น แม้ว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีราคาหุ้นที่ต่ำ

ก่อนหน้านี้ นายสโตลฟัสคาดการณ์ในช่วงต้นเดือนนี้ว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะดีดตัวขึ้น 7% ในช่วงปลายปี โดยได้แรงหนุนจากซานตา คลอส แรลลี่ ขณะที่ระบุว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งถูกเทขายในช่วงเดือนต.ค. และมีการปรับตัวที่ผันผวนในเดือนพ.ย. ยังคงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ และการกลับมาเจรจาการค้าครั้งใหม่ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถือเป็นสัญญาณที่ดี

ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจในระยะนี้ได้ส่งผลให้นักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก และเป็นปัจจัยจำกัดผลตอบแทนในตลาดหุ้น ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงเกือบ 500 จุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากที่จีนเปิดเผยตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดค้าปลีกที่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ตามสถิติที่ผ่านมา ซานต้า แรลลี่ของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะเกิดขึ้นเป็นเวลา 7 วันทำการ โดยมีขึ้นในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของปีปัจจุบัน รวมทั้ง 2 วันแรกของปีใหม่

จากการรวบรวมสถิติการปรับตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์กช่วง 7 วันของซานต้า แรลลี่ พบว่า ดัชนีดาวโจนส์สามารถปิดตลาดในแดนบวกถึง 78% นับตั้งแต่ปี 2471 หรือในช่วงเวลาเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา

ทางด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้นสวนทางคาดการณ์ในเดือนพ.ย. โดยเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 1.256 ล้านยูนิต จากระดับ 1.217 ล้านยูนิตในเดือนต.ค.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านจะลดลงสู่ระดับ 1.225 ล้านยูนิตในเดือนพ.ย.

ราคาหุ้นของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน พุ่งขึ้นกว่า 1% ในวันนี้ หลังจากที่บริษัทดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัท หลังจากที่ราคาหุ้นของบริษัทดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่สื่อเสนอข่าวว่า บริษัทได้รับรู้เป็นเวลานานหลายสิบปีว่า ผลิตภัณฑ์แป้งโรยตัวของบริษัท ซึ่งรวมถึงแป้งเด็กจอห์นสัน มีส่วนผสมของแร่ใยหิน

ทั้งนี้ บริษัทได้ซื้อโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อชี้แจงข่าวที่ปรากฎในสื่อ ขณะที่นายอเล็กซ์ กอร์สกี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ก็ได้ให้สัมภาษณ์แก่สถานีโทรทัศน์เป็นครั้งแรกเพื่อปกป้องผลิตภัณฑ์ของบริษัท

นอกจากนี้ บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันยังได้ประกาศซื้อหุ้นคืนคิดเป็นมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ หลังจากที่ราคาหุ้นทรุดตัวลง 10% เมื่อวันศุกร์ และร่วงลง 3% เมื่อวานนี้ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันระบุในหน้าโฆษณาในหนังสือพิมพ์ว่า ทางบริษัทมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะพิสูจน์ว่า สารทัลคัมในผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ซึ่งถ้าบริษัทมีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าสารทัลคัมมีความไม่ปลอดภัย บริษัทก็จะทำการเรียกคืนสินค้าจากตลาด

ก่อนหน้านี้ สื่อรายงานว่า จากการพิจารณาเอกสาร และคำให้การต่อศาล ได้แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 1971 จนถึงต้นทศวรรษ 2000 ผู้บริหาร และฝ่ายกฎหมายของบริษัท ต่างก็รู้ว่า สารทัลคัมและผลิตภัณฑ์แป้งของบริษัทมีการปนเปื้อนแร่ใยหิน แต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมกฎระเบียบ หรือต่อสาธารณชน

ทางด้านผู้บริหารของบริษัทออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิด โดยระบุว่า ผลการทดสอบจำนวนมากพบว่า สารทัลคัมในผลิตภัณฑ์แป้งโรยตัวของบริษัทไม่ได้มีส่วนผสมของแร่ใยหิน หรือทำให้เกิดมะเร็ง

ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา คณะลูกขุนในศาลรัฐมิสซูรีมีคำสั่งให้บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวน 4.9 พันล้านดอลลาร์แก่ผู้หญิง 22 คนซึ่งป่วยเป็นมะเร็งในรังไข่ หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์แป้งโรยตัวของบริษัท ซึ่งรวมถึงแป้งเด็กจอห์นสัน ที่มีส่วนผสมของทัลคัม

ทั้งนี้ ฝ่ายโจทก์ระบุว่า ได้ป่วยเป็นมะเร็งในรังไข่ หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์แป้งโรยตัวของบริษัทเป็นเวลานานหลายสิบปี และกล่าวหาว่าบริษัททราบมาโดยตลอดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทปนเปื้อนแร่ใยหิน แต่ไม่ได้แจ้งเตือนผู้บริโภคถึงความเสี่ยงดังกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง