ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดร่วง 286.14 จุด วิตกข้อพิพาทการค้าสหรัฐ-จีน,ข้อมูลศก.อ่อนแอกดดันตลาด

ข่าวหุ้น-การเงิน 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 06:11 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (23 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าความตึงเครียดด้านการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และตลาดยังถูกกดดันจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐด้วย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,490.47 จุด ร่วงลง 286.14 จุด หรือ -1.11% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,822.24 จุด ลดลง 34.03 จุด หรือ -1.19% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,628.28 จุด ลดลง 122.56 จุด หรือ -1.58%

ตลาดปรับตัวลง หลังนายเกา เฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า การดำเนินการทางด้านการค้าของสหรัฐในระยะนี้ กำลังเป็นอุปสรรคขัดขวางการเจรจาการค้ากับจีน ซึ่งถ้าสหรัฐต้องการให้การเจรจาการค้าดำเนินต่อไป สหรัฐจะต้องมีความจริงใจในการแก้ไขการกระทำที่ผิดพลาด หลังจากนั้น การเจรจาจึงจะเกิดขึ้นได้

นายเกาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการด้านการค้าดังกล่าวของสหรัฐ อย่างไรก็ดี คำกล่าวของนายเกามีขึ้น หลังจากที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ทำให้บริษัทไม่สามารถซื้อสินค้าจากสหรัฐ และสหรัฐยังได้เพิ่มการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากเดิมที่ระดับ 10%

"การมุ่งโจมตีบริษัทจีนไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อความร่วมมือทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ แต่ยังคุกคามต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมระดับโลก และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจีนคัดค้านในเรื่องดังกล่าว และเราจะจับตาพัฒนาการ และจะมีการเตรียมการรับมือที่เหมาะสม" เขากล่าว

นอกจากนี้ สหรัฐเตรียมพิจารณาเพิ่มบัญชีรายชื่อบริษัทจีนที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังพิจารณาที่จะขึ้นบัญชีดำบริษัทจำหน่ายกล้องวงจรปิดรายใหญ่ 5 รายของจีน ซึ่งรวมถึงบริษัท Hikvision Digital Technology และ บริษัท Dahua Technology ด้วยข้อหากระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันว่า บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ทำงานให้กับรัฐบาลจีน แม้บริษัทได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวก็ตาม โดยที่ผ่านมา นายปอมเปโอมักกล่าววิพากษ์วิจารณ์บริษัทหัวเว่ย และได้พบปะกับผู้นำของอังกฤษในเดือนนี้เพื่อขอความร่วมมือในการสกัดกั้นมิให้หัวเว่ยเข้าถึงข้อมูลข่าวกรองของสหรัฐ

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปิดลบ โดยกลุ่มพลังงานร่วง 3.13% และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 1.73%

หุ้นยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ และ หุ้นไอบีเอ็มร่วงนำตลาด 3.66% และ 2.90% ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นโบอิ้ง และ หุ้นแคเทอร์พิลลาร์ ซึ่งอ่อนไหวต่อประเด็นการค้า ปรับตัวลง 0.63% และ 1.03% ตามลำดับ

หุ้นกลุ่ม FAANG ร่วงลงตามกัน โดยหุ้นเฟซบุ๊ก ร่วง 2.40% หุ้นแอปเปิล ลดลง 1.71% หุ้นอเมซอน ร่วง 2.38% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ ร่วง 2.09% และ หุ้นอัลฟาเบท ลดลง 0.91%

หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิพรายใหญ่ยังคงปรับตัวลงต่อ โดยหุ้นแลม รีเสิร์ช ลบ 0.92% และหุ้น ควอลคอมม์ ปรับตัวลง 1.52%

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่ร่วงลง 6.9% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 673,000 ยูนิต หลังจากพุ่งแตะระดับ 723,000 ยูนิตในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2550 โดยยอดขายบ้านลดลงในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพุ่งขึ้น 11.5% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านใหม่จะลดลง 2.8% สู่ระดับ 675,000 ยูนิตในเดือนเม.ย.

ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.9 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 36 เดือน หลังจากแตะระดับ 53.0 ในเดือนเม.ย. ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 50.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 116 เดือน จากระดับ 52.6 ในเดือนเม.ย. และ ดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 50.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 39 เดือน จากระดับ 53.0 ในเดือนเม.ย.

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอื่นที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 211,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 215,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 4,750 ราย สู่ระดับ 220,250 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สำหรับจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 11 พ.ค. มีจำนวนเพิ่มขึ้น 12,000 ราย สู่ระดับ 1.68 ล้านราย ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 5,500 ราย สู่ระดับ 1.67 ล้านราย

ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์นี้ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนเม.ย.


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ